ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสำเร็จของงานตามสัญญาจ้างก่อสร้าง กรณีศึกษาสัญญาจ้างก่อสร้างในโครงการขนาดใหญ่

LEGAL PROPBLEMS CONCERNING COMPLETION OF WORKS CLAUSE UNDERCONSTRUCTION CONTRACT: CASE STUDY IN CONSRUCTION CONTRACT IN MAJOR PROJECT

โดยนางสาวศิริลักษณ์ วาทะวัฒนะ

ตำแหน่งนิติกรระดับ 7 แผนกสัญญา 5 กองสัญญา 2 ฝ่ายกฎหมาย

 

ภาคสอง

                   สำหรับในภาคที่สอง นี้ผู้เขียนจะกล่าวถึงหลักกฎหมายสัญญาจ้างก่อสร้างของประเทศอังกฤษ ซึ่งใช้ระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ ที่มีอิทธิพลต่อข้อสัญญาเกี่ยวกับความสำเร็จของงาน ตามสัญญาจ้างก่อสร้างมาตรฐานของ FIDIC เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจถึงหลักกฎหมายอันเป็นที่มาของข้อสัญญาดังกล่าว ทำให้สามารถปรับใช้ข้อสัญญาได้อย่างถูกต้อง และนอกจากนี้จะได้ยกตัวอย่างการนำข้อสัญญาเกี่ยวกับความสำเร็จของงาน ตามสัญญาจ้างก่อสร้างมาตรฐานมาใช้ในประเทศไทย อีกด้วย

3. หลักกฎหมายเกี่ยวกับความสำเร็จของงานตามสัญญาจ้างก่อสร้างในในประเทศอังกฤษ

                   3.1 หลักทั่วไปเกี่ยวกับการชำระหนี้ตามสัญญา[1]

                   หลักเกี่ยวแก่การชำระหนี้คือ การชำระหนี้จะต้องทำอย่างถูกต้องและสมบูรณ์ (precise and exact)[2] จึงจะเป็นผลให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากการชำระหนี้(discharge by performance) หากลูกหนี้ชำระหนี้ไม่ถูกต้องตามที่ตนได้ให้สัญญาไว้ ไม่ว่าจะเป็นจำนวน ประเภท วิธีการ เช่นนี้ ลูกหนี้ย่อมผิดสัญญา (breach of contract) เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกเอาค่าเสียหายเพื่อการไม่ชำระหนี้นั้น และมีสิทธิที่จะปฏิเสธที่จะชำระหนี้ตอบแทน แต่ส่วนกรณีที่เจ้าหนี้มีสิทธิเลิกสัญญาได้จะต้องเป็นเฉพาะแต่กรณีที่ผิดสัญญาในข้อที่เป็นสาระสำคัญ (fundamental breach) เท่านั้น

                   ในกรณีที่เงื่อนไขตามสัญญากำหนดให้คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งต้องชำระหนี้จนเสร็จสิ้นสมบูรณ์เสียก่อน จึงจะเป็นเงื่อนไขทำให้คู่สัญญาอีกฝ่ายมีหน้าที่ชำระหนี้ตอบแทน เรียกสัญญาประเภทนี้ว่า สัญญาซึ่งกำหนดให้การชำระหนี้ถูกต้องสมบูรณ์ (entire performance)[3]หากลูกหนี้ชำระหนี้ไม่ถูกต้องหรือชำระหนี้เพียงบางส่วน ลูกหนี้ย่อมไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตอบแทน เว้นแต่การไม่ชำระหนี้นั้น เกิดจากเหตุสุดวิสัยหรือมีสาเหตุมาจากความผิดของเจ้าหนี้ลูกหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตอบแทนก็ต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่า ตนได้ชำระหนี้ถูกต้องสมบูรณ์แล้ว หรือโดยพฤติการณ์แล้วเจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้ที่ไม่ถูกต้องนั้น  (acceptance) สำหรับประการหลังนี้ลูกหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตอบแทนตามความเหมาะสมแก่การที่ลูกหนี้ได้ชำระหนี้ไปแล้ว (quantum meruit)

                   แต่เนื่องจาก ในบางกรณีเมื่อลูกหนี้ได้ทำการชำระหนี้ไปแล้วบางส่วน และเจ้าหนี้ก็ได้รับประโยชน์เนื่องจากการชำระหนี้นั้น เช่น กรณีสัญญาจ้างก่อสร้าง ซึ่งโดยลักษณะแล้วจะกำหนดให้ผู้รับจ้างดำเนินการก่อสร้างจนสำเร็จจึงจะมีสิทธิได้รับชำระค่าจ้างตอบแทน หากผู้รับจ้างทำงานก่อสร้างไม่สำเร็จหรือทำงานสำเร็จแต่ไม่เป็นไปตามแบบแปลน หรือรายละเอียดที่ตกลงกันในสัญญา ผู้รับจ้างย่อมไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างตอบแทน และไม่มีสิทธิขอให้ผู้ว่าจ้างชำระค่าจ้างตอบแทนตามสัดส่วนมูลค่างานก่อสร้างที่ตนได้ทำไปแล้ว อีกทั้งโดยลักษณะแล้วการชำระหนี้ตามสัญญาประเภทนี้เป็นไปได้ยากที่จะทำงานให้ถูกต้องทั้งหมด ดังนั้นจึงเกิดการพัฒนาหลักกฎหมายขึ้นมาเพื่อผ่อนปรนความเคร่งครัดจากหลักเรื่องการชำระหนี้ที่จะต้องทำให้ถูกต้องสมบูรณ์[4] และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจึงได้พัฒนาหลักเรื่องการชำระหนี้ในสาระสำคัญ (doctrine of substantial  performance) ขึ้นมา ตามหลักนี้ หากลูกหนี้ได้ทำการชำระหนี้ในสิ่งที่เป็นสาระสำคัญแล้ว ถึงแม้ว่าไม่ได้ชำระหนี้อย่างถูกต้องก็ตาม ก็มีสิทธิที่จะฟ้องเรียกให้เจ้าหนี้ชำระหนี้ตามสัญญาได้ แต่อย่างไรก็ตาม ลูกหนี้ยังต้องรับผิดในค่าเสียหายในส่วนที่ตนยังไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้อย่างบกพร่องนั้นดังนั้นลูกหนี้จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ตอบแทน โดยหักกลบลบหนี้ค่าเสียหายที่เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับเนื่องจากการผิดสัญญาออก หลักการชำระหนี้ในประการหลังนี้นำมาใช้กับสัญญาประเภทที่ลงทุนสูง มีระยะเวลาดำเนินการยาวนาน เช่น สัญญาจ้างก่อสร้าง หรือ สัญญาจ้างซ่อมเรือ

                   3.2 หลักกฎหมายเกี่ยวกับหน้าที่ทำงานให้สำร็จตามสัญญาจ้างก่อสร้าง

                   สำหรับในประเทศอังกฤษนั้นได้แยกกฎหมายสำหรับสัญญาจ้างก่อสร้างออกมาโดยเฉพาะ ดังนั้นในกรณีที่สัญญามิได้กำหนดหน้าที่อย่างใดไว้ หรือกำหนดไว้ไม่ชัดเจน ก็จะมีข้อกฎหมายปรับใช้ได้โดยเหมาะสมมากกว่ากฎหมายของประเทศไทย ตามสัญญาจ้างก่อสร้างโดยหลักแล้วจะนำหลักเรื่องการชำระหนี้ในสาระสำคัญมาบังคับใช้ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าสัญญาจ้างก่อสร้างจะนำหลักที่ว่าการชำระหนี้จะต้องทำอย่างถูกต้องและสมบูรณ์มาบังคับใช้ไม่ได้ ในกรณีที่คู่สัญญาตกลงไว้โดยชัดแจ้งว่าผู้รับจ้างจะต้องดำเนินการชำระหนี้จนถูกต้องสมบูรณ์ทั้งหมด จึงจะมีสิทธิได้รับชำระหนี้ตอบแทน ก็จะต้องนำหลักดังกล่าวนี้มาใช้

                   สำหรับหน้าที่ของผู้รับจ้างตามสัญญาจ้างก่อสร้างในการทำงานให้สำเร็จ ตามกฎหมายของประเทศอังกฤษนั้น ประกอบไปด้วยหน้าที่สำคัญสองประการคือ 1) ดำเนินงานก่อสร้างตามวิธีการและมาตรฐานที่ดีเหมาะสมแก่การก่อสร้าง และ 2) ทำงานให้สำเร็จตามที่กำหนดไว้ในสัญญา (carry out and complete the works in accordance with the contract )[5]จากหน้าที่หลักสองประการนี้เอง เป็นพื้นฐานทำให้เกิดหน้าต่างๆ เกี่ยวกับการทำงานให้สำเร็จดังนี้

                   ก) ผู้รับจ้างมีหน้าที่ทำงานจนสำเร็จ หากผู้รับจ้างทำงานไม่สำเร็จหรือไม่ถูกต้องตามที่กำหนดไว้ในสัญญา ย่อมไม่มีสิทธิฟ้องให้ผู้ว่าจ้างชำระค่าจ้างทั้งหมดหรือบางส่วนสำหรับงานที่ทำไปแล้ว เว้นแต่สัญญาจะกำหนดให้แบ่งจ่ายสินจ้างเป็นงวดๆ แม้งานยังไม่สำเร็จ อย่างไรก็ตามหลักกฎหมายในระบบคอมมอนลอว์ได้พัฒนาหลักการชำระหนี้ในสาระสำคัญเพื่อผ่อนคลายความเคร่งครัดของแนวคิดดังกล่าวนี้กล่าวคือ ตามสัญญาจ้างก่อสร้างเมื่อผู้รับจ้างงานสำเร็จโดยมีข้อบกพร่อง (defect) หรือไม่ครบถ้วน (omission) ไปบางประการในข้อที่ไม่ใช่สาระสำคัญ ผู้รับจ้างก็มีสิทธิได้รับชำระสินจ้างได้

                   หมายเหตุ ในปัจจุบันนี้ ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูอุตสาหกรรมก่อสร้าง ค.ศ.1996 (Construction Regeneration Act 1996) มาตรา 109 และ 110 กำหนดให้สัญญาจ้างก่อสร้างที่มีกำหนดเวลาทำงานเกินกว่า 45 วัน จะต้องแบ่งจ่ายสินจ้างเป็นงวด โดยวิธีการจ่ายตามขั้นตอนการดำเนินงาน (Stage payment) หรือจ่ายตามระยะเวลา (periodic payment) และสัญญาจะต้องกำหนดเงื่อนไขการจ่ายสินจ้างที่มีกลไกเหมาะสม ซึ่งโดยปกติแล้วสัญญาจ้างก่อสร้างก็มักจะกำหนดเงื่อนไขการแบ่งจ่ายเงินโดยกำหนดให้สอดคล้องแก่ความก้าวหน้าในการดำเนินงานก่อสร้างอยู่แล้ว  ดังนั้นในอังกฤษ กรณีสัญญาที่ตกลงเหมาจ่ายครั้งเดียว เมื่องานเสร็จสมบูรณ์ทั้งหมด จึงมีแค่สัญญาที่ใช้เวลาดำเนินการไม่เกิน  45 วัน เท่านั้น

                   ข) สืบเนื่องจากหน้าที่ของผู้รับจ้างคือดำเนินการก่อสร้างให้สำเร็จทั้งนี้ไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้จัดหาแบบก็ตาม ดังนั้นผู้รับจ้างจึงรับรอง (warranty) ว่าแบบนั้นนำมาใช้ก่อสร้างได้และด้วยความสามารถของตัวผู้รับจ้างเองจะดำเนินการก่อสร้างตามแบบในราคาที่กำหนดไว้ในสัญญา และเป็นผลต่อไปว่า หากในระหว่างดำเนินการก่อสร้าง พบว่ามีอุปสรรคปัญหาในการก่อสร้าง (contingently) หรือ พบว่ามีงานที่จำเป็นต้องทำ (indispensability) แต่มิได้กำหนดไว้ในสัญญา จากเหตุสองประการนี้ ทำให้มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงงาน (variation or change) ผู้รับจ้างจึงมีหน้าที่แก้ไขเปลี่ยนแปลงงาน เพื่อให้งานสำเร็จ โดยไม่ได้รับค่าจ้างเพิ่ม หลักการดังว่านี้ ในทางวิชาการเรียกว่า ทฤษฎีราคารวม (inclusive price principle)[6]

                   ค) สืบเนื่องจากหน้าที่ของผู้รับจ้างในการทำงานให้สำเร็จตามที่ออกแบบไว้ ผู้รับจ้างมีหน้าที่เกี่ยวเนื่องกับหน้าที่ดังกล่าว กล่าวคือนอกจากทำงานให้ถูกต้องตามแบบแล้ว งานจะต้องมีความปลอดภัย ความคงทน ความเหมาะสมแก่การใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ (quality and fitness term) รวมไปถึงผู้รับจ้างมีหน้าที่จัดหาวัสดุที่ได้มาตรฐานและใช้ฝีมืออย่างมีทักษะความชำนาญและเอาใจใส่ตามสมควร(reasonable skill and care term) เพื่อก่อสร้างให้เป็นไปตามแบบกำหนดไว้

                   ง) ในกรณีที่มีเหตุแทรกแซงเนื่องจากปัจจัยภายนอกหรืออุปสรรคในสถานที่ก่อสร้างหรือมีเหตุอื่นใดที่เป็นอุปสรรคทำให้งานไม่สำเร็จ ผู้รับจ้างมิอาจยกมาเป็นข้ออ้างได้ แม้เหตุนั้นมีมาก่อนทำสัญญา หากเกิดเหตุแทรกแซงขึ้นผู้รับจ้างไม่อาจถือเอาประโยชน์จากข้อนี้ได้ ยกเว้นแต่จะเป็นเหตุที่ขัดขวางความสำเร็จของงานโดยถาวร เช่น สถานที่ก่อสร้างพังทลายเพราะแผ่นดินไหว หรือทะเลกัด เซาะ หรือมีการออกกฎหมายในระหว่างก่อสร้างห้ามมิให้ก่อสร้างอีกต่อไป แต่ในกรณีที่เหตุนั้นมีอยู่เพียงชั่วคราว เช่น กรณีที่แผ่นดินไหว หรือไฟไหม้งานแต่สามารถสร้างใหม่ได้ หรือ เกิดน้ำท่วม การ จลาจล ในกรณีที่ไม่มีการกำหนดไว้ในสัญญาผู้รับจ้างมีหน้าที่สร้างใหม่หรือซ่อมแซมงานเพื่อให้งานสำเร็จโดยไม่มีสิทธิเรียกค่าใช้จ่ายเพิ่ม

                   จ) ผู้รับจ้างมีหน้าที่ซ่อมแซมงานที่เกิดความชำรุดบกพร่องในระหว่างก่อสร้าง เพราะผู้รับจ้างมีหน้าที่ทำงานให้สำเร็จ และหน้าที่ทำงานให้สำเร็จตามสัญญานี้จะต้องดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง มุมมองนี้ศาลสูงของอังกฤษจึงสร้างทฤษฎีทางกฏหมายที่เรียกว่า การไม่ปฎิบัติให้สอดคล้องตามสัญญาชั่วคราว (temporary disconformity ) กล่าวคือในระหว่างเวลาก่อสร้าง ถึงแม้ว่าจะเกิด ความบกพร่องนั้นจะร้ายแรงและแก้ไขยากอย่างไรก็ให้ถือว่าในระหว่างนี้ไม่เป็นการผิดสัญญา ผู้รับจ้างยังมีสิทธิแก้ไขความบกพร่องดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตามเมื่อถึงกำหนดเวลาแล้วเสร็จของงานหรือ จนกระทั่งกำหนดเวลาสำเร็จของงานในสาระสำคัญ หากยังมีข้อบกพร่องดังกล่าวปรากฎอยู่จึงจะถือว่าผู้รับจ้างผิดสัญญา ต้องรับผิดในความบกพร่องนับแต่เวลานั้นเป็นต้นไป

                   ฉ) ผู้รับจ้างมีหน้าที่ทำงานให้สำเร็จทั้งหมดหรือสำเร็จในสาระสำคัญแล้วแต่กรณี ภายในเวลาที่กำหนดไว้ ในสัญญา หรือในกรณีที่นำหลักเรื่องกำหนดระยะเวลาสำเร็จของงานตามสมควรมาบังคับใช้ ก็ใช้กำหนดเวลานั้น[7]

                   เมื่อพิจารณาความหมายจากองค์ประกอบ ก)-ฉ) แล้วจะเห็นว่าความหมายคำว่างานสำเร็จตามกฎหมายของอังกฤษนี้ หมายความรวมไปถึงงานนั้นสำเร็จและไม่มีความชำรุดบกพร่องด้วย ดังนั้นคำว่า “งานชำรุดบกพร่อง” จึงหมายถึง งานที่ก่อสร้างไม่เป็นไปตามเนื้อหางานที่กำหนดในสัญญา ไม่เป็นไปตามแบบ รายละเอียดประกอบแบบ นอกจากนี้หน้าที่ทำงานให้สำเร็จโดยไม่ชำรุดบกพร่อง ยังมีความหมายรวมไปถึงเงื่อนไขโดยปริยายที่ว่า งานนั้นจะต้องมีคุณภาพเหมาะสมแก่ประโยชน์ใช้งาน (fitness for purposes) ดังนั้นโดยความหมายนี้การทำงานชำรุดบกพร่องจึงหมายความว่าผู้รับจ้างทำงานไม่สำเร็จ ทำให้ไม่มีสิทธิส่งมอบงานแก่ผู้ว่าจ้างได้ เราจะเห็นได้ว่าตามหลักกฎหมายอังกฤษนี้ หน้าที่ของคู่สัญญาค่อนข้างจะเคร่งครัด ต่างจากระบบกฎหมายของไทย (ผู้เขียนกล่าวถึงในภาคแรก) ดังนั้นจึงเกิดการพัฒนาหลักเรื่องการชำระหนี้ในสาระสำคัญ (doctrine of substantial  performance) ขึ้นมาใช้กับสัญญาประเภทนี้ ดังที่ผู้เขียนกล่าวถึงแล้วข้างต้น เมื่อนำมาปรับใช้กับสัญญาจ้างก่อสร้างผลคือ เมื่อผู้รับจ้างทำงานไปจนถึงขนาดที่เรียกได้ว่าสำเร็จในสาระสำคัญ คือ มีงานบางส่วนยังไม่ได้ทำ (omissions) แต่เป็นงานส่วนเล็กน้อย หรืองานมีความชำรุดบกพร่อง (defects) แต่ไม่กระทบต่อประโยชน์ใช้สอยสิ่งก่อสร้าง แม้งานจะไม่สำเร็จสมบูรณ์ตามที่ตกลงไว้แต่แรก ผู้รับจ้างก็ส่งมอบงานนั้นได้ แต่ได้รับค่าจ้างลดลง โดยคิดจากการหักค่าจ้างจำนวนเต็มกับค่าเสียหายที่ผู้รับจ้างจะต้องชดใช้ออก แต่อย่างไรก็ตามมีข้อยกเว้นไม่ใช้หลักดังกล่าวนี้ หากคู่สัญญาตกลงกันโดยชัดแจ้งว่า ผู้รับจ้างมีหน้าที่ทำงานทั้งหมดเสร็จสมบูรณ์ จึงจะมีสิทธิได้รับค่าจ้างตอบแทน

                   สำหรับหน้าที่ตามข้อ ค) นั้นเป็นหน้าที่เกี่ยวกับคุณภาพเหมาะสมแก่ประโยชน์ใช้สอย (Implied conditions about  quality and fitness) โดยนำหลักการเทียบเคียงมาจากสัญญาซื้อขายตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการซื้อขายสินค้า คศ. 1979 (Sale of Good Act 1979) มาตรา 14 (2) นอกจากนี้ผู้รับจ้างยังมีหน้าที่ใช้ฝีมืออย่างมีทักษะความชำนาญและ เอาใจใส่ตามสมควร (reasonable skill and care term) โดยนำหลักการเทียบเคียงตามสัญญาให้บริการ (contract for service) มาบังคับใช้ด้วย โดยเทียบเคียงตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติจัดหาสินค้าและบริการ 1982 (Supply of Goods and Services Act 1982) เมื่อนำหลักเหล่านี้มาปรับใช้กับสัญญาจ้างก่อสร้างแล้วพบว่าทำให้เกิดหน้าที่ย่อยอีกสามประการคือ

                   ก) หน้าที่ออกแบบให้เหมาะสมแก่วัตถุประสงค์ในการใช้งานสิ่งก่อสร้างนั้น และถึงแม้ว่าผู้รับจ้างมิได้เป็นผู้ออกแบบเองก็ตามแต่ผู้รับจ้างยังมีหน้าที่เตือน (Duty to warn) ในกรณีที่พบว่าแบบรูปนั้นมีข้อบกพร่องหรือออกแบบอย่างผิดพลาดด้วย

                   ข) ผู้รับจ้างมีหน้าที่จัดหาวัสดุ หรือสัมภาระที่มีคุณภาพดี เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ในการใช้งานของสิ่งก่อสร้าง และวัสดุที่จัดหามานั้นต้องสมบูรณ์ไม่ชำรุดบกพร่องยกเว้นแต่เป็นกรณีที่ผู้ว่าจ้างเป็นผู้จัดหา หรือวิศวกรที่ปรึกษาเป็นผู้เลือกวัสดุนั้น

                   ค) ผู้รับจ้างจะต้องดำเนินงานก่อสร้างด้วยความระมัดระวังและใช้ทักษะความชำนาญในการก่อสร้างอย่างผู้ประกอบวิชาชีพ (carefully and skillfully) หรือมักจะพบในข้อสัญญาว่า workmanlike manner กล่าวคือผู้รับจ้างจะต้องเลือกวิธีการก่อสร้างที่เหมาะสม อีกทั้งมีมาตรฐานการก่อสร้างที่ดีเป็นไปตามหลักวิชาชีพด้วย

                   ประเด็นในการพิจารณาว่า หน้าที่ทำการก่อสร้างให้เหมาะสมแก่ประโยชน์การใช้งานของสิ่งก่อสร้างนั้น มีความหมายเพียงใดบ้างและมาตรฐานว่าอย่างไรจึงเรียกว่าเหมาะสมนี้ เมื่อพิจารณาจาก พระราชบัญญัติว่าด้วยการซื้อขายสินค้า คศ.  1979 มาตรา 14 (2) เห็นว่า หมายถึง สิ่งก่อสร้างที่เสร็จนั้นจะต้องมีคุณภาพเป็นที่น่าพึงใจตามมาตรฐานของวิญญูชน โดยพิจารณาจากพฤติการณ์แวดล้อมอื่นๆ ประกอบกัน เช่น ประเภทของสิ่งก่อสร้าง ราคาค่าก่อสร้าง ฯลฯ คำว่าคุณภาพนี้หมายความถึง ประโยชน์ใช้สอยนั้นเหมาะสมกับประเภทของสิ่งก่อสร้างนั้นตามปกติ ลักษณะทางกายภาพมีความสมบูรณ์เรียบร้อยไม่มีข้อบกพร่อง มีความคงทนและมีความปลอดภัยในการใช้งาน

                   สำหรับหน้าที่ในการดำเนินงานก่อสร้างโดยใช้ความชำนาญและระมัดระวังเอาใจใส่นั้นอยู่บนหลักการพื้นฐานที่ว่า นอกจากผู้รับจ้างมีหน้าที่ทำงานก่อสร้างให้สำเร็จแล้ว ผู้ว่าจ้างยังมีความไว้วางใจในตัวผู้รับจ้าง (reliance on contractor) ว่าจะทำงานก่อสร้างนั้นอย่างมีคุณภาพและเหมาะสมแก่ประโยชน์ใช้สอย ดังนั้นในกรณีที่สัญญาไม่ได้กำหนดวิธีการก่อสร้าง ผู้รับจ้างย่อมมีหน้าที่พิจารณาใช้วิธีการก่อสร้างที่ถูกต้องเหมาะสม หรือไม่ได้กำหนดประเภทสัมภาระหรือวัสดุที่ใช้ ผู้รับจ้างจึงมีหน้าที่พิจารณาเลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพและเหมาะสมแก่ประโยชน์ในการใช้งานด้วย[8]

                   ดังนั้นตามสัญญาจ้างก่อสร้างในกฎหมายของอังกฤษ ถึงแม้สัญญาจะไม่มีกำหนดเงื่อนไขในลักษณะรับรองคุณภาพหรือประสิทธิภาพของสิ่งก่อสร้าง ว่าจะต้องมีคุณภาพเหมาะสมแก่ประโยชน์ใช้สอยตามวัตถุประสงค์ก็ตาม ผู้รับจ้างยังคงมีความรับผิดตามหลักกฏหมายนี้

                   ประเด็นต่อไปที่จะกล่าวถึงคือ แล้วอย่างไรจึงเรียกได้ว่า ผู้รับจ้างทำงานสำเร็จในสาระสำคัญมีหลักเกณฑ์พิจารณาอย่างไรว่างานนั้นเป็นข้อเล็กน้อย หรือเป็นข้อที่ไม่สำคัญ โดยแนวคิดของหลักชำระหนี้ในสาระสำคัญแล้วไม่ใช่เป็นการลดทอนความสำคัญ หลักกฎหมายหลักเรื่องการชำระหนี้จะต้องทำให้ถูกต้องสมบูรณ์ เพียงแต่ต้องการใช้กฎหมายให้เป็นธรรมและเหมาะสมมากกว่า แต่อย่างไรก็ตามหลักเรื่องการชำระหนี้ในสาระสำคัญนี้ ค่อนข้างจะพิจารณาบ่งชี้ยากว่ากรณีใดเป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญาในข้อที่เป็นสาระสำคัญ เพราะแต่ละสัญญานั้นระดับความสำเร็จของงานในสาระสำคัญแตกต่างกันออกไป และไม่สามารถกำหนดเป็นเกณฑ์ได้แน่นอนตายตัว[9]จากการศึกษาตามคำพิพากษาที่นำมาวางเป็นหลักกฎหมาย[10] สามารถสรุปได้ดังนี้

                   1. ผู้รับจ้างทำงานก่อสร้างจนกระทั่งงานสำเร็จในระดับที่สิ่งก่อสร้างใช้งานได้ คือผู้ว่าจ้างสามารถนำสิ่งก่อสร้างนั้นไปใช้งานได้ดังวัตถุประสงค์ที่ตกลงไว้ในสัญญา เนื่องจากสัญญาจ้างก่อสร้างนั้นนำเงื่อนไขโดยปริยายตามสัญญาซื้อขายเกี่ยวกับเรื่องงานนั้นจะต้องมีคุณภาพเหมาะสมแก่ประโยชน์ใช้งาน (quality and fitness) และเงื่อนไขโดยปริยายตามสัญญาให้บริการ เกี่ยวกับการใช้ทักษะความชำนาญและความเอาใจใส่แก่งานบริการอย่างมีความเหมาะสม (reasonable skill and care)  ดังนั้นงานนั้นต้องสำเร็จโดยเหมาะสมแก่ประโยชน์ใช้สอยอีกด้วย

                   กรณีตัวอย่างคือคดี Bolton V Mahadeva (1972) ซึ่งศาลตัดสินว่างานนั้นยังไม่สำเร็จจนถึงขั้นเป็นสาระสำคัญเนื่องจากงานก่อสร้างนั้นไม่สามารถใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์ คดีดังกล่าวนี้  ผู้รับจ้างทำสัญญาติดตั้งระบบทำความร้อนและระบบทำน้ำร้อนภายในบ้านของผู้ว่าจ้าง แต่เมื่อทำการติดตั้งสำเร็จ กลับพบว่าเครื่องทำความร้อนนั้นทำงานไม่เหมาะสมเนื่องจากไม่สามารถทำความร้อนได้เพียงพอ และเครื่องยังทำให้เกิดควันจนทำให้ห้องนั่งเล่นอยู่ได้โดยไม่สะดวกสบาย ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ ขั้นพื้นฐานตามสัญญา ดังนั้นศาลจึงกล่าวว่าผู้รับจ้างยังทำงานไม่สำเร็จในสาระสำคัญ[11]

                   2. นอกจากหลักเกณฑ์ในข้อ 1 แล้วยังต้องพิจารณาจากการเปรียบเทียบสัดส่วนระหว่าง ระหว่างราคางานตามสัญญา (contract price) กับค่าเสียหาย สำหรับค่าเสียหายนั้น โดยหลักแล้ว  คิดจากค่าใช้จ่ายที่ผู้รับจ้างจะต้องทำให้เป็นไปตามสัญญา คือ ค่างานในส่วนที่ยังไม่ได้ทำ หรือหากมีงาน ที่จะต้องซ่อมแซม ก็คิดจากค่าแก้ไขงานนั้นให้คืนดี เช่น รื้อ แล้วก่อสร้างใหม่ อย่างไรก็ตามมีข้อยกเว้นว่า หากงานที่ทำนั้นไม่จำเป็นต่องมีการซ่อมแซม คือผู้ว่าจ้างสามารถนำงานนั้นไปใช้ได้ ย่อม คิดจากส่วนต่างระหว่างราคางานตามสัญญา กับค่างานที่ได้ทำไปแล้ว ( value of work done)

                   สำหรับกรณีตัวอย่างนี้คือคดี Hoening v Isaccs (1952)[12]ศาลตัดสินว่างานสำเร็จในสาระสำคัญ ค่าจ้างตกแต่งภายในห้องพักพร้อมทั้งจัดหาเครื่องเรือน 750 ปอนด์ในขณะค่าซ่อมแซมงานที่บกพร่องนั้นเพียง 55 ปอนด์ จึงเป็นกรณีที่งานสำเร็จในสาระสำคัญแล้ว

                   จะเห็นได้ว่าเมื่อคิดเทียบสัดส่วนค่าเสียหายกับราคาตามสัญญาแล้ว คิดเป็นเพียงร้อยละ 7.3 เท่านั้น หรือ ในอีกคดีหนึ่งคือ

                   Watts v Mcleay (1911)[13]ผู้รับจ้าง รับจ้างก่อสร้างอาคารโดยได้รับค่าจ้างราคาประมาณ 20,000 ปอนด์ และผู้รับจ้างทำงานมีความบกพร่องโดยคิดเป็นค่างานจำนวน 150 ปอนด์ ศาลตัดสินว่าผู้รับจ้างทำงานจนสำเร็จในสาระสำคัญแล้ว ดังนั้นผู้รับจ้างมีสิทธิได้รับสินจ้างโดยหักเอาค่าเสียหายออก

                   คดีนี้เมื่อคิดเป็นสัดส่วนค่าเสียหายกับราคาตามสัญญาแล้ว คิดเป็นเพียงร้อยละ 0.75เท่านั้น

                   3. ผู้รับจ้างดำเนินงานก่อสร้าง จนอยู่ในสถานะที่เรียกได้ว่างานสำเร็จแล้วโดยปราศจากงานที่บกพร่องที่เห็นได้โดยประจักษ์ (patent defect) ยกเว้นแต่ความบกพร่องนั้นเป็นงานในส่วนที่ เล็กน้อยไม่สำคัญ ไม่กระทบต่อการใช้ประโยชน์ในการใช้สอยสิ่งก่อสร้าง

                   4. ผู้รับจ้างต้องดำเนินงานก่อสร้างโดยสุจริต กล่าวคือ ทำงานโดยใช้ความรู้ความสามารถอย่างดีที่สุดในการปฏิบัติตามสัญญา แต่ก็ยังไม่สามารถทำงานให้ตรงกับที่กำหนดในสัญญาได้ทุกประการ หลักกฎหมายเรื่องการชำระหนี้ในสาระสำคัญจะไม่นำมาปรับใช้หากผู้รับจ้างจงใจละทิ้งงานหรือดำเนินการก่อสร้างด้วยวิธีการที่ไม่ได้มาตรฐานโดยมีเจตนาไม่สุจริตในการดำเนินงานให้ไม่เป็นไปตามสัญญา

                   ในการพิจารณาว่างานสำเร็จในสาระสำคัญหรือไม่นั้นต้องพิจารณาทั้ง 4 ประการ ดังที่ผู้เขียนสรุปมานี้ประกอบกัน

4. การนำข้อสัญญาเกี่ยวกับความสำเร็จของงานในสัญญาจ้างก่อสร้างมาตรฐานมาใช้ในประเทศไทย

                   ผู้เขียนได้ศึกษาตัวอย่างจากสัญญาจ้างก่อสร้างงานโยธา โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายสัญญาที่ 3 (MRT BLUE LINE EXTENSION PROJECT Contract 3 Elevated Civil Works Contract) (ต่อไปนี้เรียกสัญญาจ้างก่อสร้างรถไฟฟ้า) ซึ่งเป็นสัญญาประเภทจ้างก่อสร้างอย่างเดียว สัญญาดังกล่าวนี้ใช้สัญญาจ้างก่อสร้างมาตรฐานของสหพันธ์วิศวกรที่ปรึกษานานาชาติ (FédérationInternationale des Ingénieurs-Conseilsหรือ The International Federation of Consulting Engineers : FIDIC) โดยใช้ฉบับFIDIC 1987 repinted 1992 มาเป็นต้นแบบ โดยมีการแก้ไขสัญญาบางข้อเพื่อปรับให้เหมาะสมกับการปฏิบัติงาน  สัญญาจ้างก่อสร้างมาตรฐานของ FIDIC นี้พัฒนามาจากกสัญญาก่อสร้างมาตรฐานของ Institution of Civil Engineers (ICE) ซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพวิศวกรรมอังกฤษ ดังนั้น โดยพื้นฐานแล้วข้อสัญญาจึงมาจากหลักกฎหมายของอังกฤษซึ่งเป็นระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ เมื่อนำมาใช้ในประเทศไทยซึ่งใช้ระบบซีวิลลอว์ และไม่มีหลักกฎหมายเกี่ยวกับงานสำเร็จในสาระสำคัญจึงเกิดปัญหาในการตีความสัญญาว่าแล้วหลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่างานสำเร็จในสาระสำคัญนั้นคืออะไร

                   ตามสัญญาจ้างก่อสร้างรถไฟฟ้านี้ มีข้อสัญญาเกี่ยวกับการออกใบรับรองการก่อสร้างแล้วเสร็จในสาระสำคัญดังนี้ในเอกสารสัญญาเล่มที่ 4  ข้อตกลงและเงื่อนไขสัญญา ส่วนที่ 2  เงื่อนไขเฉพาะ ข้อ 48.1 การส่งมอบการครอบครองงาน[14]กำหนดข้อสัญญาเกี่ยวกับความสำเร็จของงานเป็น 2 ระยะคือ ระยะที่งานสำเร็จในสาระสำคัญหรือสำเร็จในระดับใช้งานได้ (substantial  completion or practical completion ) และ ระยะที่งานส่วนที่เหลือทั้งหมดสำเร็จ (whole completion) เมื่อ ผู้รับจ้างทำงานสำเร็จในระดับที่เป็นสาระสำคัญแล้ว ผู้รับจ้างจึงจะมีสิทธิส่งมอบงานให้แก่ผู้ว่าจ้างได้ และผู้รับจ้างจะแจ้งให้ผู้ว่าจ้าง(โดยวิศวกรที่ปรึกษา) มาตรวจสอบความถูกต้อง เมื่อเห็นว่าถูกต้องแล้วตามสัญญา ก็จะออกใบรับรองการก่อสร้างแล้วเสร็จในสาระสำคัญ (completion certificate หรือ  taking-over certificate) แต่ทั้งนี้ ผู้รับจ้างยังมิได้หลุดพ้นการชำระหนี้ตามสัญญาทั้งหมดเสียทีเดียว ยังคงมีหน้าที่ทำงานบางส่วนที่ไม่ใช่งานหลักหรืองานถาวร (permanent Works) แต่เป็นงานประกอบ (Temporary Works) หรืองานส่วนที่หลงเหลืออยู่ (outstanding Works)  งานส่วนที่เหลือนี้ผู้รับจ้างยังคงมีหน้าที่ทำงานให้สำเร็จในช่วงระยะเวลาความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่อง เมื่องานทั้งหมดสำเร็จ วิศวกรที่ปรึกษาก็จะออกใบรับรองความสำเร็จของงานครั้งสุดท้ายให้

                   คำว่างานสำเร็จในระดับสาระสำคัญนี้ ตามสัญญาจะมิได้กำหนดนิยามหรือระดับการทำงานไว้อย่างชัดเจน ดังนั้นวิศวกรที่ปรึกษาจะต้องพิจารณาจากหลักกฎหมายดังที่อธิบายไว้ในหัวข้อที่ 3.2 เรื่องการชำระหนี้ในสาระสำคัญ แต่เนื่องจากในประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายกฎหมายระบบซีวิลลอว์ ไม่มีแนวคิดทางกฎหมายเรื่องนี้ ดังนั้น ในสัญญาจ้างก่อสร้างมาตรฐานฉบับแก้ไขใหม่ FIDIC 1999 จึงร่างแตกต่างจากฉบับก่อนๆ คือเขียนอธิบายว่า งานสำเร็จตามสัญญาทั้งหมด ยกเว้นแต่งานที่ยังไม่ได้ทำที่เป็นงานเล็กน้อย (minor outstanding work) กับงานส่วนที่เป็นงานบกพร่องเล็กน้อยไม่กระทบต่อการใช้สอยสิ่งปลูกสร้างตามวัตถุประสงค์[15]  ต่างจากสัญญามาตรฐานฉบับอื่นๆ เช่น FIDIC 1987 ที่จะใช้เพียงคำว่า “ งานสำเร็จในสาระสำคัญ” (Works has been substantially completed) เพียงสั้นๆ หรือ JCT 2005 ใช้คำว่า “งานสำเร็จในระดับใช้การได้” (practical completion of the Works or Section is achieved)  ซึ่งมักจะทำให้เกิดปัญหาการตีความว่าแล้วอย่างไรคืองานสำเร็จในสาระสำคัญ

                   เนื่องจากตามหลักกฎหมายของอังกฤษนั้น ผู้รับจ้างมีหน้าที่ดำเนินการก่อสร้างให้สำเร็จ และสิ่งก่อสร้างนั้นจะต้องมีคุณภาพเหมาะสมแก่ประโยชน์ใช้งาน (fitness for purposes) อีกด้วย ดังนั้น ตามสัญญาจ้างก่อสร้างมาตรฐานโดยหลักแล้วจะกำหนดว่าในระหว่างดำเนินการก่อสร้างผู้ว่าจ้างมีสิทธิทดสอบดำเนินงานรวมถึงวัสดุที่นำมาก่อสร้างว่าถูกต้องตามสัญญาและได้มาตรฐานการก่อสร้างหรือไม่ หากพบว่าวิธีการดำเนินงานไม่เป็นไปตามสัญญาหรือวัสดุที่ใช้ไม่ถูกต้อง ไม่ผ่านการทดสอบหรือมีงานใดๆที่ไม่ถูกต้องวิศวกรที่ปรึกษามีสิทธิที่จะแจ้งให้ผู้รับจ้างแก้ไขข้อบกพร่องนั้น และเมื่อผู้รับจ้างดำเนินการก่อสร้างจนงานสำเร็จในสาระสำคัญดังที่กำหนดไว้ในสัญญาแล้ว ผู้รับจ้างยังมีหน้าที่ทำการทดสอบงานนั้นว่าสามารถใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่  เรียกการทดสอบนี้ว่าเป็นการทดสอบอันเป็นเงื่อนไขต่อความสำเร็จของงาน (test on completion) เหตุผลประการสำคัญที่จะต้องผ่านการทดสอบนี้ เพราะเมื่อทำสัญญาจ้างก่อสร้าง ผู้ว่าจ้างย่อมมีความประสงค์ที่จะใช้สิ่งก่อสร้างนั้นได้ตามวัตถุประสงค์ หรือตามปกติการใช้ประโยชน์สิ่งก่อสร้างประเภทนั้นๆ เช่น สร้างโรงไฟฟ้า ย่อมต้องการให้ผลิตไฟฟ้าได้ สร้างโรงกลั่นน้ำมันย่อมต้องการให้ผลิตน้ำมันได้ เป็นต้น ดังนั้นงานก่อสร้างจะต้องผ่านการทดสอบอันเป็นเงื่อนไขต่อความสำเร็จของงานเสียก่อน ผู้ว่าจ้างจึงจะรับมอบงานและเข้าครอบครองสิ่งปลูกสร้าง (taking over) ดังนั้น การทดสอบอันเป็นเงื่อนไขต่อความสำเร็จของงานจึงเป็นหน้าที่สำคัญ และเป็นหน้าที่โดยเคร่งครัดว่างานก่อสร้างนั้นต้องผ่านการทดสอบ และในบางกรณีงานก่อสร้างจะต้องผ่านการทดสอบจนถึงระดับใช้งานได้เบื้องต้น เช่น โรงไฟฟ้าต้องสามารถผลิตพลังงานขั้นต่ำได้เป็นต้น[16]   ในกรณีที่สัญญาไม่ได้กำหนดหน้าที่ทดสอบอันเป็นเงื่อนไขต่อความสำเร็จของงานไว้ โดยความเห็นของผู้เขียนจึงเห็นว่างานดังกล่าวนี้เป็นงานที่จำเป็นต่อความสำเร็จของงาน (indispensability) ผู้รับจ้างจึงมีหน้าเปลี่ยนแปลงงาน โดยเพิ่มงานทดสอบดังกล่าวโดยไม่มีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายเพิ่ม

                   เมื่อวิศวกรที่ปรึกษาออกใบรับรองการก่อสร้างแล้วเสร็จในสาระสำคัญยังมีผลทางกฎหมายหลายประการดังต่อไปนี้

                   1. เริ่มนับระยะเวลาความรับผิดในความชำรุดบกพร่อง (defect liability period) นับแต่วันที่ระบุ ในใบรับรองก่อสร้างแล้วเสร็จในสาระสำคัญว่างานสำเร็จในสาระสำคัญแล้ว (งานในส่วนสำคัญสำเร็จและผ่านการทดสอบ)

                   2. ความเสี่ยงภัยและหน้าที่ในการดูแล (risk and care) ในงานก่อสร้างตามสัญญาโอนไปยังผู้ว่าจ้างยกเว้นงานส่วนเล็กน้อยที่ยังทำไม่สำเร็จ

                   3. ผู้รับจ้างไม่ต้องรับผิดต่อเสียหายเนื่องจากการก่อสร้างล่าช้าที่กำหนดไว้ล่วงหน้า (liquidated damages for delay) นับแต่วันที่ระบุว่างานสำเร็จในสาระสำคัญเพราะค่าเสียหายประเภทนี้มีจุดประสงค์เพื่อเยียวยาความเสียหายแก่ผู้ว่าจ้างที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในงานก่อสร้างได้ เนื่องจากผู้รับจ้างทำงานล่าช้าไม่สำเร็จตามเวลาที่กำหนดในสัญญา แต่เมื่อออกใบรับรองการก่อสร้างแล้วเสร็จในสาระสำคัญ ผู้ว่าจ้างย่อมมีสิทธิเข้าครอบครอง และใช้สอยประโยชน์ในสิ่งก่อสร้างดังที่ตนประสงค์ได้แล้ว ดังนั้น ผู้ว่าจ้างจึงไม่มีความเสียหายเนื่องจากการก่อสร้างล่าช้าอีกต่อไป

                   4. ในประเพณีทางธุรกิจก่อสร้าง มักจะมีการหักเงินประกันการปฏิบัติตามสัญญา (retention moneys) จากเงินค่าจ้างไว้ เมื่อออกใบรับรองการก่อสร้างแล้วเสร็จในสาระสำคัญ แล้วผู้รับจ้างมีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวคืนครึ่งหนึ่งและอีกครึ่งหนึ่งเมื่องานทั้งหมดสำเร็จ

5. บทวิเคราะห์

                   จากการศึกษาเปรียบเทียบหลักกฎหมายเกี่ยวกับหน้าที่ทำงานให้สำเร็จ ตามกฎหมายของไทย  และกฎหมายของอังกฤษแล้ว สรุปได้ดังนี้

                   5.1. หลักเกณฑ์การพิจารณาขอบเขตงาน

                   หลักพิจารณาประการแรกว่า ผู้รับจ้างมีหน้าที่ทำงานก่อสร้างเพียงไรจึงจะถือว่าทำงานสำเร็จนั้น ประการแรกต้องพิจารณาขอบเขตงาน แต่เนื่องจากตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น มิได้กำหนดบทกฎหมายสำหรับสัญญาจ้างก่อสร้างโดยเฉพาะ และมาตรา 587 กำหนดหน้าที่เพียงกว้างๆ ว่า “ผู้รับจ้างตกลงรับจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จ” ดังนั้นจึงต้องพิจารณาจากเนื้อหาในสัญญาว่ากำหนดไว้อย่างไร หากในกรณีที่มีปัญหาว่า สัญญาไม่ได้กำหนดหน้าที่อย่างใดไว้ อาจเป็นปัญหาการตีความสัญญาได้

                   ส่วนในอังกฤษนั้น เนื่องจากได้แยกกฎหมายจ้างก่อสร้างออกมาเป็นการเฉพาะเรื่อง ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาการตีความสัญญา หรือสัญญากำหนดประเด็นใดไว้ไม่ครบถ้วน ย่อมใช้กฎหมายตีความออกมาได้เหมาะสมแก่กรณี หลักกฎหมายที่เหมาะสมแก่สัญญาก่อสร้างเหล่านี้ เช่น เรื่องคำสั่งเปลี่ยนแปลงงาน ความเสียหายหรืออุปสรรคที่พบระหว่างก่อสร้าง หรือหน้าที่ในการทำงานก่อสร้างให้มีคุณภาพ เหมาะสมแก่ประโยชน์ใช้สอย รวมไปถึงหน้าที่ทำงานด้วยความระมัดระวังเอาใจใส่และใช้ทักษะความชำนาญ

 

 

                   5.2 ขอบเขตความรับผิดในความชำรุดบกพร่อง

                   ตามกฎหมายไทย ตามความหมายที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้น หมายถึงความเสื่อมเสียแก่ตัววัตถุ คือสิ่งก่อสร้างมีความชำรุดเสื่อมเสีย จนเป็นเหตุให้เสื่อมราคา หรือเสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์ที่จะใช้ตามปกติ หรือเสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์ที่จะใช้ตามสัญญา ในกรณีที่ไม่เกิดความเสื่อมเสียทางกายภาพแก่สิ่งก่อสร้าง แต่สิ่งก่อสร้างนั้นไม่เหมาะสมกับประโยชน์ที่จะใช้ทั้งตามปกติหรือตามวัตถุประสงค์ขอสัญญา กรณีนี้กฎหมายไทยจะไม่ครอบคลุม ยกเว้น แต่คู่สัญญาจะได้ตกลงว่าผู้รับจ้างรับประกันต่อคุณภาพ หรือประสิทธิภาพทางเทคนิคไว้

                   ส่วนกฎหมายของอังกฤษนั้น สัญญาจ้างก่อสร้างกำหนดว่านอกจากผู้รับจ้างทำงานสำเร็จแล้ว งานก่อสร้างนั้นต้องมีคุณภาพและเหมาะสมแก่การใช้ประโยชน์ โดยนำหลักการเทียบเคียงมาจากสัญญาซื้อขาย ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการซื้อขายสินค้า คศ.  1979 ดังนั้น ในกรณีที่สิ่งก่อสร้างมีความเสื่อมเสียเกิดทางกายภาพก็ดี หรือไม่มีความเสื่อมเสียทางกายภาพ แต่สิ่งก่อสร้างนั้นไม่เหมาะสมแก่การใช้ประโยช์ ผู้รับจ้างย่อมทำงานก่อสร้างไม่สำเร็จ

                   5.3 การปรับใช้หลักเรื่องงานสำเร็จในสาระสำคัญในประเทศไทย

                   ตามหลักกฎหมายของไทยนั้นไม่มี หลักกฎหมายเรื่องงานสำเร็จในสาระสำคัญ และแยกความรับผิดระหว่างงานสำเร็จออกจาก ความรับผิดในความชำรุดบกพร่อง ดังนั้น

                   ก) ในกรณีที่ทำงานตามสัญญาไม่สำเร็จ คือ ไม่ครบถ้วน ไม่ตรงตามรายละเอียดในสัญญา แม้เป็นข้อเล็กน้อย ผู้รับจ้างก็ไม่มีสิทธิส่งมอบงาน

                   ข) ในกรณีทำงานสำเร็จแล้วแล้วแต่มีความชำรุดบกพร่องที่ไม่ถึงขนาดตามที่กฎหมายกำหนด คือถึงขนาดเสื่อมราคา หรือเสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์ที่จะใช้ตามปกติของสิ่งก่อสร้างหรือเสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์ตามที่มุ่งหมายโดยสัญญา ผู้ว่าจ้างย่อมต้องรับเอางานก่อสร้างนั้น ในประการหลังนี้ จะเป็นข้อที่ใกล้เคียงกับ หลักเรื่องการชำระหนี้ในสาระสำคัญ เพียงแต่หลักดังกล่าวนี้ไม่ได้คำนึงถึงว่าสิ่งก่อสร้างเสื่อมราคา แต่ จะคำนึงถึงว่าผู้ว่าจ้างใช้ประโยชน์ในงานก่อสร้างได้

                   อย่างไรก็ตามในประเทศไทยมีการปรับใช้หลักเรื่องงานสำเร็จในสาระสำคัญ คือ กรณีนำสัญญาจ้างก่อสร้างมาตรฐานมาใช้ในงานก่อสร้าง และสัญญากำหนดไว้ว่าผู้รับจ้างมีสิทธิส่งมอบงานเมื่อ ทำงานสำเร็จในสาระสำคัญ กรณีนี้นำมาใช้ได้ โดยอาศัยหลักเสรีภาพในการทำสัญญา (freedom of contract) คือ ตราบใดที่ข้อตกลงในสัญญาไม่เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย พ้นวิสัย หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญานั้นก็ใช้บังคับได้

                  

                          นอกจากนี้ ตามความเห็นของผู้เขียนแล้ว โดยลักษณะตามปกติของสัญญาก่อสร้างทั่วไปที่ใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ย่อมเน้นถึงการใช้ประโยชน์สิ่งก่อสร้างเป็นหลัก ดังนั้น งานจะต้องสำเร็จโดยมีคุณภาพด้วย หากงานก่อสร้างสำเร็จแต่ใช้ได้ไม่เหมาะสม ย่อมถือได้ว่างานไม่สำเร็จ พิจารณาประกอบกับสัญญาจ้างก่อสร้างในปัจจุบัน ซึ่งมักจะร่างข้อสัญญาเกี่ยวกับการทำงานให้เหมาะสมแก่วัตถุประสงค์การใช้งานนี้จะอยู่ ในข้อที่ว่าด้วยวัสดุ(หรือสัมภาระ) และฝีมือการทำงาน (material, plant and workmanship) ซึ่งจะกำหนดให้ผู้รับจ้างมีหน้าที่ในการจัดหาวัสดุให้ได้มาตรฐานและคุณภาพตามที่กำหนดในสัญญาหรือตามมาตรฐานตามหลักวิชาทางวิศวกรรม หน้าที่ในการดำเนินการก่อสร้างด้วยความรู้ความชำนาญในวิชาชีพ (workmanlike manner) ดังนั้นในกรณีนี้จึงควรนำหลักกฎหมายของอังกฤษ เกี่ยวกับงานต้องมีคุณภาพและเหมาะสมแก่การใช้ประโยชน์ (quality and fitness) มาปรับใช้ด้วย

 

ข้อเสนอแนะ

                   จากการศึกษาหลักกำหมายดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ผู้เขียนมีข้อเสนอแนะดังนี้

                   1. เนื่องจากสัญญาจ้างก่อสร้างนี้มีลักษณะหน้าที่ต่างจากสัญญาจ้างทำของทั่วไป เช่นผู้รับจ้างมีหน้าที่สำรวจพื้นที่ก่อสร้างก่อนตกลงทำสัญญา ผู้รับจ้างมีหน้าที่แก้ไขเปลี่ยนแปลงงานหากเกิดอุปสรรคปัญหาในระหว่างก่อสร้าง ผู้รับจ้างหน้าที่ต้องทำงานก่อสร้างให้ได้คุณภาพ และเนื่องจากผู้รับจ้างมีหน้าที่ต้องทำการก่อสร้างให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ ดังนั้น ความสามารถของผู้รับจ้างจึงเป็นสาระสำคัญ และปัจจัยเหล่านี้เป็นผลต่อหน้าที่ทำงานจนเป็นผลสำเร็จ ดังนั้นจึงควรมีบทบัญญัติกฎหมายเฉพาะแก่สัญญาจ้างก่อสร้าง เพื่อแก้ไขปัญหาในกรณีที่สัญญากำหนดหน้าที่ไม่ชัดเจน โดยตราเป็นพระราชบัญญัติใช้เฉพาะกรณีสัญญาจ้างก่อสร้างแต่เนื่องจากการศึกษานี้ เน้นเฉพาะแต่ปัญหาที่เกี่ยวกับความสำเร็จของงาน ในประเด็นอื่นๆ ที่เกียวข้องนั้น จะต้องศึกษาในเชิงลึกต่อไป เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาแก้ไขกฎหมายดังกล่าวนี้

                   2. ตามความหมายของคำว่างานชำรุดบกพร่องนั้นที่ใช้ในปัจจุบัน หมายถึงแต่เฉพาะความเสื่อมเสียที่เกิดแก่วัตถุ เท่านั้น ในกรณีที่ไม่มีความเสื่อมเสียแก่ตัววัตถุแต่สิ่งก่อสร้างนั้นไม่เหมาะสมแก่ประโยชน์ใช้สอยตามปกติจะไม่ครอบคลุมถึง และจากการศึกษาเปรียบเทียบกับสัญญาจ้างก่อสร้างในระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ของอังกฤษ พบว่ากำหนดหน้าที่สำคัญที่จะเป็นผลแก่คุณภาพของงานก่อสร้างสองประการ คือ 1) ผู้รับจ้างมีหน้าที่ใช้ทักษะความชำนาญและระมัดระวังเอาใจใส่ (Reasonable care and skill) และ 2) หน้าที่รับประกันว่าสิ่งก่อสร้างที่สำเร็จนั้นมีคุณภาพเหมาะสมแก่ประโยชน์ใช้สอย (fitness for purpose) นอกจากนี้จากการศึกษาพบว่าในทางปฏิบัติแล้วสัญญาจ้างก่อสร้างในประเทศไทยก็มีการนำสัญญาที่มำการกำหนดหน้าที่ดังกล่าวนี้มาใช้

                   ดังนั้นจึงขอเสนอแนะให้กำหนดหน้าที่หน้าที่ใช้ทักษะความชำนาญและระมัดระวังเอาใจใส่ (Reasonable care and skill) และหน้าที่รับประกันว่าสิ่งก่อสร้างที่สำเร็จนั้นมีคุณภาพเหมาะสมแก่ประโยชน์ใช้สอย (fitness for purpose) มาใช้บังคับแก่สัญญาจ้างก่อสร้างโดยบัญญัติไว้ใน พระราชบัญญัติที่เสนอให้แก้ไขตามข้อ 1

                   3. เนื่องจากสัญญาจ้างก่อสร้างเป็นสัญญาที่สามารถปฏิบัติตามสัญญาให้ครบถ้วนทุกประการได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ซึ่งมีเนื้อหางานมาก และมีงานเทคนิคทางวิศวกรรมที่ซับซ้อน ทำให้เกิดปัญหาเมื่อผู้ว่าจ้างรับมอบงาน คือผู้รับจ้างไม่รับมอบงานและไม่จ่ายสินจ้าง แม้งานก่อสร้างนั้นจะทำไปจนถึงขั้นที่เรียกว่าเป็นสาระสำคัญแล้วก็ตาม

                   ดังนั้นจึงขอเสนอแนะให้กำหนดบทบัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับหน้าที่ทำงานจนสำเร็จในสัญญาจ้างก่อสร้าง ตามพระราชบัญญัติที่เสนอให้แก้ไขตามข้อ 1 แต่โดยนำหลักเรื่องการชำระหนี้ในสาระสำคัญมาใช้กับสัญญาจ้างก่อสร้างขนาดใหญ่และงานมีความซับซ้อนทางเทคนิคเท่านั้น สำหรับนิยามคำว่า งานก่อสร้างขนาดใหญ่นี้ หมายความถึงสัญญาจ้างก่อสร้างที่ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างยาวนานหรือมูลค่างานก่อสร้างสูง และจะต้องเป็นงานก่อสร้างที่ใช้เทคนิคทางวิศวกรรมมีความซับซ้อน ไม่รวมถึงงานก่อสร้างที่ใช้เทคนิคไม่ซับซ้อนมาก เช่น ก่อสร้างอาคารทั่วไป เป็นต้น

                   ในกรณีเป็นงานขนาดใหญ่ให้นำหลักเรื่องชำระหนี้ในสาระสำคัญมาใช้บังคับ กล่าวคือ

                   1. ผู้รับจ้างทำงานก่อสร้างจนกระทั่งงานสำเร็จในระดับที่สิ่งก่อสร้างใช้งานได้คือผู้ ว่าจ้างสามารถนำสิ่งก่อสร้างนั้นไปใช้งานได้ดังวัตถุประสงค์ที่ตกลงไว้ในสัญญา และ

                   2. นอกจากหลักเกณฑ์ในข้อ 1 แล้วยังต้องพิจารณาจากการเปรียบเทียบสัดส่วนระหว่างราคางานตามสัญญา (contract price กับค่าเสียหาย สำหรับค่าเสียหายนั้น โดยหลักแล้วคิดจากค่าใช้จ่ายที่ผู้รับจ้างจะต้องทำให้เป็นไปตามสัญญา คือ ค่างานในส่วนที่ยังไม่ได้ทำ หรือหากมีงานที่จะต้องซ่อมแซม ก็คิดจากค่าแก้ไขงานนั้นให้คืนดี เช่น รื้อ แล้วก่อสร้างใหม่ อย่างไรก็ตามมีข้อยกเว้นว่า หากงานที่ทำนั้นไม่จำเป็นต่องมีการซ่อมแซม คือผู้ว่าจ้างสามารถนำงานนั้นไปใช้ได้ ย่อมคิดจากส่วนต่างระหว่างราคางานตามสัญญา (contract price) กับค่างานที่ได้ทำไปแล้ว ( value of work done) และ

                   3. ในกรณีที่งานก่อสร้างชำรุดบกพร่อง ความชำรุดบกพร่องนั้นจะต้องเป็นงานเล็กน้อยไม่สำคัญ ไม่กระทบต่อการใช้ประโยชน์ในการใช้สอยสิ่งก่อสร้าง และ

                   4. ผู้รับจ้างต้องดำเนินงานก่อสร้างโดยสุจริต กล่าวคือ ทำงานโดยใช้ความรู้ความสามารถอย่างดีที่สุดในการปฏิบัติตามสัญญา แต่ก็ยังไม่สามารถทำงานให้ตรงกับที่กำหนดในสัญญาได้ทุกประการ

                   เมื่อผู้รับจ้างทำงานก่อสร้างจนถึงขั้นที่เป็นสาระสำคัญดังกล่าวมานี้ ผู้ว่าจ้างไม่มีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่รับเอางานและจะต้องจ่ายสินจ้างโดยหักเอาค่าเสียหายเนื่องจากการผิดสัญญาออก

                   อย่างไรก็ตาม ดังข้อเสนอที่ผู้เขียนเสนอมานั้น อาจจะต้องมีความเกี่ยวข้องกับบุคคลที่ภายนอกคือ วิศวกรที่ปรึกษาซึ่งจะต้องทำการออกใบรับรองความสำเร็จของงาน ใบรับรองการจ่ายสินจ้าง และงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหน้าที่เหล่านี้มีผลต่อสิทธิหน้าที่ของผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้าง ดังนั้นการจะพัฒนาแก้ไขกฎหมาย เกี่ยวกับสัญญาจ้างก่อสร้างดังเสนอมานั้น จะต้องพัฒนาพร้อมกับการควบคุมคุณภาพวิศวกรที่ปรึกษา ให้ทำหน้าที่ดังกล่าวนี้ด้วยจริยธรรมทางวิชาชีพและจะต้องดำเนินการ เพื่อรักษาผลประโยชน์แก่ผู้ว่าจ้างแต่ในขณะเดียวกันก็ต้องดำเนินการด้วยความเป็นธรรมและปราศจากอคติ (fair and unbiased manner)           

           

                  

 



                                [1]คำว่า “หนี้” ในที่นี้หมายถึง “หน้าที่” (obligation) สำหรับในสัญญา คือการปฏิบัติตามหน้าที่ ตามที่คู่สัญญาตกลงกำหนดไว้

                [2]A.G.Guest, .Anson's Law of Contract, 26thed., (Oxford, OxfordUniversity Press 1984), p.419

[3] A.G. Guest eds., Chitty on contract: general principles, 27th ed., 12 vol. (London: Sweet &

Maxwell, 1994), vol.1, p 1039

                         [4] M P Furmston, Cheshire, Fifoot and Furmsto's Law of Contract, 12nd ed. (London:

Butterworth, 1991), p. 531

[5] I.N. Duncan Wallace, Hudson's Building and Engineering contract , 11th ed., 3.(London: Sweet

&Maxwell , 1995), vol.1, p 472

     [6] Anthony Thornton, “The inclusive price principle- a tribute to Ian Duncan Wallace QC,”

accessed August 11st2013, from http://www.scl.org.uk.

[7]supra note5, p.471-473.

     [8] Nicholas Dennys, “Contractor’s liability for fitness for purpose-an Ebbing Tide?” in,

Construction Law theme and practice, Anthony Thornton and William Godwin (London : Sweet & Maxwell, 1998), p. 207

[9] Irving M. Mehler, “substantial performance versus freedom of contract,” Brooklyn law

review 33, (1966-1967). p. 203

                   [10] เนื่องจากระบบกฎหมายคอมมอนลอว์นั้น มีที่มาจากจารีตประเพณี คำพิพากษาของศาลก็ถือว่าเป็นที่มาของกฎหมาย เพราะคำพิพากษาของศาลที่ตัดสินคดีต่าง ๆ ถือเป็นบรรทัดฐาน ที่ศาลต้องยึดถือเมื่อมีกรณีอย่างเดียวกันเกิดขึ้น ซึ่งต่างจากระบบกฎหมายของไทยที่เป็นระบบซีวิลลอว์ เป็นกฎหมายที่มีที่มาจากบทบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เป็นระบบประมวล และมิได้ตัดสินตามแนวคำพิพากษาของศาล ระบบกฎหมายดังกล่าวจึงได้ยึดถือฝ่ายนิติบัญญัติเป็นบ่อเกิดหลักของกฎหมาย ดังนั้นคำพิพากษาจึงเป็นแค่ตัวอย่างการใช้กฎหมาย

                        [11] Sachs, Buckley and Cairns L.JJ, “Bolton v Mahadeva”, The weekly law reports, p.1013(July 21, 1972).

[12]Hoening v Isaccs, 2 AII E.R. 176. (Court of appeal 1952).

                                [13] Watts v Mcleay, 19 W.L.R. 916 (1911)

                                [14] MRT BLUE LINE EXTENSION PROJECT Contract 3 Elevated Civil Works Contract, Volume 4 conditions of contract part II condition of particular applications clause 48.1

     [15]Conditions of Contract for Construction (for building and engineering

works designed by the employer) FIDIC 1999, clause  10.1 Taking Over of the Works and Sections

“Except as stated in Sub-Clause 9.4 [Failure to Pass Tests on Completion], the Works shall be taken over by the Employer when (i) the Works have been completed in accordance with the Contract, including the matters described in Sub-Clause 8.2 [Time for Completion] and except as allowed in sub-paragraph (a) below, ……….

…………The Engineer shall, within 28 days after receiving the Contractor’s  application:

(a) issue the Taking-Over Certificate to the Contractor, stating the date on which the Works or Section were completed in accordance with the Contract, except for any minor outstanding work and defects which will not substantially affect the use of the Works or Section for their intended purpose (either until or whilst this work is completed and these defects are remedied); or ………….

      [16]Ellis Baker, Ben Mellors, Scott Chalmers and Anthony Lavers, FIDIC

contracts : Law and practice, (London : Informa, 2009), p 138

 

 

icon-view1300
ผู้สร้าง : Admin1
วันที่สร้าง : 09.07.2562 เวลา 11:43 น.