Review   บทความพิเศษ เรื่อง การพัฒนาอุตสาหกรรมขนส่งระบบรางผ่านกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยี กรณีศึกษาจากประเทศสาธารณรัฐเกาหลีใต้

             บทความนี้จะกล่าวถึงประสบการณ์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตรถไฟฟ้าของประเทศสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) ซึ่งพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตรถไฟของตัวเองผ่านกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากประเทศฝรั่งเศส โดยมีผู้แทนประเทศเกาหลีใต้ผู้ให้ข้อมูล คือ คุณจินยูชอย (Jinyu Choi) นักวิจัยหลักจากสถาบันวิจัยขนส่งทางรางเกาหลี (Korea Railroad Research Institute, KRRI) ซึ่งนำเสนอเกี่ยวกับประเด็นข้างต้น 4 ประเด็น คือ

            1. ข้อมูลเบื้องต้นของการพัฒนาเทคโนโลยีรถไฟในประเทศเกาหลีใต้

            2. แนวทางการถ่ายทอดเทคโนโลยี

            3. ประสบการณ์การถ่ายทอดเทคโนโลยีรถไฟฟ้าความเร็วสูงจากประเทศฝรั่งเศส

            4. คำแนะนำในการพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองสำหรับประเทศไทย

1. ข้อมูลเบื้องต้นของการพัฒนาเทคโนโลยีรถไฟในประเทศเกาหลีใต้

            เกาหลีใต้เริ่มมีการใช้งานครั้งแรกในปี ค.ศ.1899 หรือ พ.ศ. 2442 ซึ่งเกิดขึ้นหลังประเทศไทยประมาณ 6 ปี โดยระบบรถไฟสายแรกเป็นเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างเมืองอินชอน (Incheon) และโซล (Seoul) เป็นระยะทาง 33.2 กิโลเมตร ต่อมาจึงมีการพัฒนาระบบรถไฟในเมือง (metro) ในปี ค.ศ. 1974 หรือ พ.ศ. 2517  โดยในช่วงต้นศตวรรษที่ 90 ของประเทศเกาหลี หากนำมาเปรียบเทียบกับประเทศไทยแล้วมีความใกล้เคียงกันกับประเทศไทยในปัจจุบัน คือ ตอนแรกนั้นมีการจัดตั้งการรถไฟแห่งชาติของเกาหลี (Korean National Railroad, KNR) แต่ยังขาดเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีรถไฟอย่างแท้จริง คงมีแต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคสำหรับดูแลกิจกรรมการซ่อมบำรุงและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แม้ประเทศเกาหลีจะมีขีดความสามารถในการผลิตรถไฟได้แล้ว แต่ยังคงต้องนำเข้าชิ้นส่วนต่างๆมาจากหลายประเทศเพื่อทำการผลิต ประกอบกับมีข้อจำกัดในเรื่องต่างๆ อาทิ เช่น การขาดผู้เชี่ยวชาญ ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเทคโนโลยีรถไฟ และงบประมาณ 

            จากประเด็นดังกล่าวจึงทำให้ประเทศเกาหลีใต้ได้มีการจัดตั้งบริษัทเอกชนขึ้นมาบริษัทหนึ่งชื่อว่า “Korea Railroad Industrial Technology Research Institute Co., Ltd.” โดยใช้เงินทุนจาก KNR ร่วมกับภาคเอกชน เพื่อช่วยกันพัฒนาเทคโนโลยีรถไฟ ในปี 1994-1995      แต่ประสบปัญหาในเรื่อง โครงสร้างการบริหารจัดการโดยเฉพาะในด้านการถือครองสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาเนื่องจากใช้เงินทุนร่วมกับภาคเอกชนในการพัฒนาเทคโนโลยีสาธารณะ จึงทำให้ในเวลาต่อรัฐบาลได้ตัดสินจัดตั้งตั้งสถาบันพัฒนาเทคโนโลยีรถไฟขึ้นใหม่ โดยในปี ค.ศ. 1996 หรือ พ.ศ. 2539 ได้ออกกฎหมายพิเศษ(The Korea’s Special Law of National Railway Operations)  นำไปสู่การจัดตั้งสถาบันวิจัยขนส่งทางรางเกาหลี (Korean Rail Research Institute, KRRI) ซึ่งมีการพัฒนาต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยสถาบันดังกล่าวมีหน้าที่สำคัญ 4 ประการ ดังนี้ คือ

           1. พัฒนามาตรฐานการผลิตรถไฟ ทั้งด้านระบบราง (Rail & Civil Works) รถไฟและการประกอบชิ้นส่วนรถไฟ (Rolling Stocks) โดยเฉพาะระบบรถไฟในเมือง (Metro Line)

           2. นำเข้าเทคโนโลยีและความรู้ทางด้านการวิจัยและพัฒนารถไฟฟ้าความเร็วสูงผ่านกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยี

           3. พัฒนาระดับคุณภาพให้ได้รับใบรับรองจากต่างประเทศ และฝึกอบรมบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญ

           4. จัดหา พัฒนา และติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ สำหรับเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาด้านระบบราง

           จากประเด็นที่กล่าวข้างต้นผู้ให้ข้อมูล คือ คุณจินยูซอย ได้กล่าวสรุปใจความสำคัญว่า “ความตั้งใจของรัฐบาลที่จะมีเทคโนโลยีรถไฟเป็นของประเทศเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาการรถไฟประเทศเกาหลีใต้ หากทำการซื้อระบบรถไฟมาใช้งานเพียงอย่างเดียว ไม่พยายามที่จะพัฒนาระบบของตนเอง การรถไฟประเทศเกาหลีใต้ก็คงไม่สามารถที่จะพัฒนาได้ดั่งเช่นปัจจุบัน” และได้นำเสนอแนวคิดโครงสร้างการถ่ายทอดเทคโนโลยี ดังรูปต่อไปนี้

 

2. แนวทางการถ่ายเทคโนโลยี

                การถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) จะเริ่มจากการทำความเข้าใจในตัวเทคโนโลยีของผู้ถ่ายทอด (Recipient) อันจะขึ้นอยู่ความความเข้าใจในการถ่ายทอด ซึ่งสามารถกำหนดองค์ประกอบ ขอบเขต รวมถึงการระดับการเข้าถึง วิธีการใด แล้วจึงทำข้อตกลงประหว่างประเทศผู้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี ว่าจะถ่ายทอดเทคโนโลยีใดบ้าง อย่างไร และกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีนั้นจะไม่สิ้นสุดเมื่อได้รับการถ่ายทอดแล้วเท่านั้นแต่ต้องพิจารณาต่อไปด้วยว่ามีขีดความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองต่อไปหรือไม่  หากยังไม่เพียงพออาจทำการเพิ่มเติมจากผู้ถ่ายทอดเดิมหรือผู้ถ่ายทอดใหม่จนเพียงพอ นอกจากนี้ ผู้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีต้องตัดสินใจว่าจะต้องการรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีทั้งหมด (Total) หรือ เพียงเทคโนโลยีที่สำคัญเท่านั้น (Core) อันขึ้นอยู่กับโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่

การถ่ายทอดเทคโนโลยีไม่มีรูปแบบวิธีการที่แน่นอน ขอบเขตของการถ่ายทอดเทคโนโลยีแต่ละโครงการอาจแตกต่างกันไป ขึ้นกับความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยี พื้นฐานอุตสาหกรรม และงบประมาณเงินทุนของผู้รับการถ่ายทอด โดยทั่วไปวิธีการถ่ายทอดเทคโนโลยี มี 3 วิธี คือ

             วิธีที่ 1 ถ่ายทอดเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว ไม่มีการวิจัยและพัฒนา

             วิธีที่ 2 ถ่ายทอดเทคโนโลยี มีการวิจัยและพัฒนาภายหลังจากการได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี และได้รับสิทธิ์สามารถทำการผลิตและส่งออกเทคโนโลยีแก่ประเทศอื่นได้

             วิธีที่ 3 ถ่ายทอดเทคโนโลยี ควบคู่ไปพร้อมกับการทำงานวิจัยและพัฒนา

                ประเทศเกาหลีใต้จัดทำการเลือกวิธีการถ่ายทอดเทคโนโลยี ในวิธีที่ 2  คือ ถ่ายทอดเทคโนโลยี มีการวิจัยและพัฒนาภายหลังจากการได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี และได้รับสิทธิ์สามารถทำการผลิตและส่งออกเทคโนโลยีแก่ประเทศอื่นได้  เนื่องจากต้องการพัฒนาเทคโนโลยีเป็นของตนเอง และส่งออกเทคโนโลยีให้แก่ประเทศอื่นต่อไปในอนาคต และคาดว่าในอนาคตจะมีขีดความสามารถเพียงพอไม่จำเป็นต้องทำการวิจัยและพัฒนาไปพร้อมกัน แต่ในที่สุดแล้วพบว่าเกิดความเข้าใจผิด

โดยเกาหลีใต้จัดทำเงื่อนไขสำหรับผู้เสนอราคา (Request For Proposal, RFP) แก่ประเทศที่สนใจ ซึ่งมีเงื่อนไขที่สำคัญ คือ การผลิตรถไฟที่มีความเร็วสูง 300 กม./ชม. และเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด รวมถึงจะต้องอนุญาตให้เกาหลีสามารถขายเทคโนโลยีให้แก่ประเทศที่ 3 ได้ ตลอดจนต้องช่วยให้มีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ  ทั้งนี้มีประเทศที่เข้าร่วมในการเสนอราคาทั้งหมด 3 ประเทศ ได้แก่ ประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส ประเทศสหพันธรัฐเยอรมัน และประเทศญี่ปุ่น

 

 

ประเทศเกาหลีเลือกประเทศฝรั่งเศสในการถ่ายทอดเทคโนโลยี จากเงื่อนไขดังนี้ คือ

1.ต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ทั้งหมด โดยไม่มีข้อยกเว้น

2.หลังจากถ่ายทอดแล้ว ต้องช่วยให้เกาหลีใต้สามารถผลิตรถไฟโดยใช้ชิ้นส่วนในประเทศได้อย่างน้อย 50 เปอร์เซ็นต์ หากล้มเหลวจะต้องจ่ายค่าปรับให้กับเกาหลีใต้คิดเป็นมูลค่า 20 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าความล้มเหลว

3.ให้สิทธิ์เกาหลีใต้ในการขายเทคโนโลยีให้ประเทศที่ 3

3. ประสบการณ์การถ่ายทอดเทคโนโลยีรถไฟฟ้าความเร็วสูงจากประเทศฝรั่งเศส

                การทำสัญญาของประเทศเกาหลีใต้ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีนั้นจะมีลักษณะพิจารณาเป็นสัญญาฉบับเดียว ไม่ครอบคลุม อาทิ เช่น การออกแบบ การผลิต การประกอบ การทดสอบ  การทดสอบการติดตั้ง การทดสอบการเดินรถ การบริหารจัดการ และการซ่อมบำรุง ซึ่งรัฐบาลเกาหลีได้มีการจัดตั้งกรมส่งเสริมการพัฒนารถไฟความเร็วสูงเกาหลี” (Korea High-Speed Rail Construction Authority, KHSRCA) ขึ้น เพื่อทำหน้าที่ในการพิจารณาตรวจสอบสัญญาอย่างละเอียด ในทุกๆ สัญญาจะต้องได้รับการอนุมัติจากกรมก่อนดำเนินการเพื่อให้มั่นใจในคุณภาพการถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมถึงการคัดเลือกบริษัทที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เหมาะสม ตลอดจนทำหน้าที่พิจารณาถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่องค์กรอื่นๆในอนาคต ทั้งนี้จะประกอบด้วย 3 ลักษณะ คือ 1) การส่งมอบเอกสาร แผนผังและคู่มือต่างๆ 2) การฝึกอบรม และ  3) การสนับสนุนทางด้านเทคนิค  โดยกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีมีดังต่อไปนี้

            ผู้ถ่ายทอดและผู้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี จะต้องดำเนินการดังนี้

           1. แผนแม่บทการถ่ายทอดเทคโนโลยี (General Master Plan, GMP) และร่างสัญญาการถ่ายทอดเทคโนโลยี

           2. จัดทำแผนปฏิบัติการแม่บท (Implement Master Plan)

           3. แผนการถ่ายทอดเทคโนโลยีเฉพาะ (Specific Technology Transfer Plan, STTP)

           4. เริ่มดำเนินงานกับบริษัทเอกชนที่ได้รับการคัดเลือกให้ไปผู้ถ่ายทอด

หมายเหตุ ในขั้นตอนที่ 1-3 จะต้องได้รับการอนุมัติจากกรมส่งเสริมการพัฒนารถไฟความเร็วสูงเกาหลี  รวมถึงในขั้นตอนที่ 4 ก็จะทำหน้าที่ประเมินและติดตามการถ่ายทอดเทคโนโลยี ด้วยเช่นกัน

           นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการพัฒนารถไฟความเร็วสูงเกาหลี จะทำหน้าที่ในการบริหารจัดการกระบวนถ่ายทอดเทคโนโลยี และถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่ประเทศอื่นๆ ในอนาคต ตลอดจนการคัดเลือกบริษัทที่จะมาถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เหมาะสมที่สุดในแต่ละด้าน อาทิ เช่น ด้านตัวรถไฟ (Rolling Stocks) อาณัติสัญญาณ (Signalling) และระบบจ่ายไฟฟ้า (Catenary) โดยมีการดำเนินการฝึกอบรมและจำนวนผู้ได้รับการฝึกรวมถึงระยะเวลาที่ฝึกอบรมระหว่างการถ่ายทอดเทคโนโลยี ดังนี้

             การฝึกอบรมดังกล่าวมีขึ้นทั้งที่ประเทศฝรั่งเศสและเกาหลีใต้ ซึ่งได้มีการตกลงในการผลิตรถไฟทั้งหมด 46 ชุด โดยผลิตที่ประเทศฝรั่งเศส 12ชุด ผลิตและนำเข้ามา ส่วนการผลิตในประเทศเกาหลีใต้ 34 ชุด วิศวกรจากฝรั่งเศสได้มาช่วยเหลือในการผลิต ทั้งนี้เมื่อผลิตเสร็จสิ้น 34 ชุดแล้ว ประเทศเกาหลีสามารถผลิตรถไฟได้ด้วยตนเองทั้งเอกสาร บุคลากร เทคนิค ประสบความสำเร็จผลิตได้เอง 100 เปอร์เซ็นต์

             หลังจากสิ้นสุดการถ่ายทอดเทคโนโลยีพบว่า เกิดปัญหาขึ้น จากการถ่ายทอดเทคโนโลยี วิธีที่ 2 เนื่องจากไม่ได้ทำการวิจัยไปพร้อมกับการถ่ายทอดเทคโนโลยี จึงทำให้ยังขาดความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีแบบใหม่ด้วยตนเอง และยังไม่สามารถขึ้นเป็นผู้นำระดับโลกได้ รวมถึงฝรั่งเศสไม่ได้เปิดเผยอัลกอริธึมในการพัฒนาซอฟท์แวร์ควบคุมรถไฟฟ้าความเร็วสูงให้ อีกทั้งในการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่สามารถผลิตรถไฟเองได้กับการพัฒนาเทคโนโลยีระดับสูงแบบใหม่ด้วยตนเองมีความแตกต่างกัน ซึ่งไม่สามารถกระทำเพียงเดียวแล้วประสบความสำเร็จแต่จะต้องกระทำเป็นกระบวนการอย่างต่อเนื่องจึงจะสามารถพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองเพื่อทำการส่งออกได้

             จากปัญหาดังกล่าวเกาหลีใต้พบว่า การทำวิจัยและพัฒนาไปพร้อมกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเป็นวิธีที่จะประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าเพราะต้องการพัฒนาเทคโนโลยีเป็นของตนเองให้เหมาะสมกับประเทศ ตรงตามความต้องการของประชาชน ปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าการเริ่มวิจัยและพัฒนาหลังจากการถ่ายทอดเทคโนโลยี 2 ปี นั้นสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากกว่าเนื่องจากในโครงการพัฒนาเทคโนโลยีเป็นของตนเองต้องเวลาถึง 15 ปี ทั้งในเรื่องการใช้เวลาออกแบบและพัฒนาระบบรถไฟฟ้า 6 ปี ปรับปรุงเสถียรภาพของระบบงานอีก 5 ปี ก่อนให้บริการในเชิงพาณิชย์ได้หลังจากนั้นอีก 4 ปี รวมเป็นเวลา 15 ปี จึงจะสามารถผลิตรถไฟฟ้าความสูงให้แก่ประชาชนได้หากเริ่มทำการวิจัยช้ากว่านี้ก็จะทำให้การผลิตเทคโนโลยีของตนเองช้าออกไปด้วย และจากวิจัยพัฒนาและการผลิตผลงานในผลงานที่ 1 ซึ่งใช้เวลาในการผลิต 11 ปี ใช้เงินลงทุน 1700 ล้านวอน ส่วนผลงานที่ 2 ใช้เวลาเพียง 8 ปี ใช้เงินลงทุน 1000 ล้านวอน จึงสามารถสรุปได้ว่าการวิจัยมีการพัฒนามีเทคโนโลยีที่ดีขึ้น รถไฟมีความเร็วสูงขึ้นและใช้เงินลงทุนลดลง

            ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จต่อการพัฒนาสถาบันวิจัยขนส่งทางรางเกาหลี (KRRI)

             1. การทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ไม่นานหลังจากการถ่ายทอดเทคโนโลยีสิ้นสุดลง และการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากรัฐบาล

             2. องค์ความรู้กับโครงสร้างพื้นฐานระบบรถไฟของประเทศ

             3. การร่วมมือกันระหว่างสถาบัน มหาวิทยาลัย และบริษัทที่เกี่ยวข้อง มีความสัมพันธ์อันดี หรือไม่มีความขัดแย้งกัน และพยายามร่วมมือกันอย่างเต็มที่เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีรถไฟฟ้าความเร็วสูงเพื่อประเทศ

 

 

4. คำแนะนำในการนำมาพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง สำหรับประเทศไทย

4.1 ต้องกำหนดแผนยุทธศาสตร์ให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้

               4.2 ประเด็นที่พิจารณาไม่ใช่เพียงแต่การผลิตและการประกอบเท่านั้น แต่จะต้องพิจารณาประเด็น การบริหารจัดการและการบารุงรักษาในอนาคตด้วยเช่นกัน อันเป็นประเด็นที่ควรจะพิจารณาให้ความสาคัญมากกว่า เพราะเมื่อต้องการรับการถ่ายทอดต้องพิจารณาสิ่งที่จะได้รับการถ่ายทอดให้รอบคอบ เช่น ได้รับ source code ทั้งหมดหรือไม่ และพิจารณาว่าผู้ถ่ายทอดจะสามารถเข้าร่วมการถ่ายทอดได้จริงหรือไม่

               4.3 การเชื่อมต่อระบบ (system interface) ควรเริ่มจากจุดที่ง่ายถึงจุดที่ยาก ในเรื่องชิ้นส่วน ด้านโครงสร้างพื้นฐาน และความกระตือรือร้นของบริษัท ประเทศไทยมีความสามารถพอสมควรแล้วแต่ยังขาดการทำให้เป็นระบบเดียวกัน ตั้งแต่วางแผน ออกแบบ ผลิต และการใช้งานรถไฟ

4.4 ต้องมีการสนับสนุนจากรัฐบาล จะทำให้ประเทศไทยจะสามารถพัฒนาขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

               4.5 ระหว่างการถ่ายทอดเทคโนโลยีต้องทำการวิจัยไปพร้อมกัน ต้องมีการจัดคณะงานสำหรับการทำวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี รวมทั้งการฝึกอบรมบุคลากรที่จำเป็นสำหรับแต่ละด้าน

 

ที่มา : ผศ.ดร. ประมวล สุธีจารุวัฒน และนางสาววารีพร วิสาลเสสถ์ ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 แหล่งข้อมูล  มติชนออนไลน์ http://www.matichon.co.th/news/28146

 

icon-view415
ผู้สร้าง : Admin1
วันที่สร้าง : 09.07.2562 เวลา 11:43 น.