ในปัจจุบันประเทศไทยมีระบบรางที่เป็นระบบรถไฟฟ้าอยู่หลายโครงการด้วยกัน และมี 2 รูปแบบหลัก คือ ระบบรางภายในเมือง และ ระบบรางระหว่างเมือง โดยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบ 3 หน่วยงาน ดังนี้ รถไฟฟ้าที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรุงเทพมหานคร หรือ BTS (Bangkok Mass Transit System) รถไฟฟ้าที่อยู่ในความรับผิดชอบของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) รับผิดชอบในส่วนของรถไฟฟ้าสายเฉลิมรัชมงคล หรือ MRT (Mass Rapid Transit) และ รถไฟฟ้าที่อยู่ในความรับผิดชอบของการรถไฟฟ้าแห่งประเทศไทย (รฟท.) รับผิดชอบดำเนินการรถไฟระหว่างเมืองทั่วประเทศ รวมทั้งรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ 
 

         แม้ในประเทศไทยจะมีหน่วยงานที่รับผิดชอบในการให้บริการระบบรางถึง 3 หน่วยงาน รวมทั้งหน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่กำหนดทิศทางการพัฒนาระบบการขนส่งและการจราจรในประเทศไทย คือ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) แต่ระบบรางในประเทศไทยก็ยังคงมีการพัฒนาไปอย่างค่อนข้างล่าช้าเนื่องจากตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาการคมนาคมทางถนนค่อนข้างมากกว่านั่นเอง

        การพัฒนาระบบขนส่งมวลชนทางราง มีหลากหลายโมเดลจากประเทศต่างๆ ให้นำมาปรับใช้กับประเทศไทย รูปแบบที่เหมาะสำหรับประเทศไทยควรจะเป็นรูปแบบที่จะให้เป็นภาระแก่ประเทศน้อยที่สุด นั่นหมายถึงการพยายามที่จะลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในด้านต่างๆ แล้ว ยังต้องหาวิธีการเพิ่มรายได้ควบคู่กันไปด้วย หนึ่งในการหารายได้เพิ่มและเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดคือการขึ้นค่าบริการ ซึ่งในทางทฤษฎีนั้นเป็นสิ่งที่ควรต้องทำ แต่ในทางปฏิบัติคำตอบนี้คงจะเป็นคำตอบที่ท้าทายพอสมควร เพราะประชาชนยุคนี้คงไม่ยอมให้ขึ้นค่าบริการได้ง่ายๆ แบบเดิมอีกแล้ว จึงทำให้ต้องหาวิธีการอื่นมาเพิ่มรายได้ วิธีการหนึ่งที่นิยมทำกันในปัจจุบัน คือ วิธีการที่เรียกว่า การพัฒนาที่อิงกับระบบขนส่งมวลชน(Transit Oriented Development: TOD) ซึ่งหมายถึงการพัฒนาที่ดินรอบๆ บริเวณสถานีรถไฟ รถไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งท่ารถเมล์ ให้เป็นแหล่งพาณิชยกรรมและธุรกิจ ทั้งนี้โดยไม่ปล่อยให้ชาวบ้านพัฒนาพื้นที่รอบๆ เหล่านั้นไปอย่างตามยถากรรม แต่ต้องเป็นการวางแผนของรัฐในการพัฒนาแบบบูรณาการในพื้นที่โดยรอบสถานี โดยอาจจะพัฒนาแบบเข้มข้นในรัศมี 500 เมตรจากตัวสถานี ไปจนถึงพัฒนาแบบปานกลางในระยะห่างไป 1-2 กิโลเมตร นั่นหมายถึงภาครัฐควรกระบวกการที่นอกกรอบและนอกขอบเขตอำนาจที่มีอยู่เดิม เพราะมิฉะนั้นแล้วเจ้าหน้าที่ภาครัฐก็จะอ้างตัวบทกฎหมาย ที่มิให้อำนาจในการที่จะพัฒนาพื้นที่อื่นนอกเหนือไปจากตัวสถานี
 

         อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ราคาน้ำมันขยับตัวสูงขึ้น รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญต่อการพัฒนาระบบรางอย่างจริงจังมากขึ้นและมีการริเริ่มโครงการต่างๆ ที่จะช่วยเร่งรัดความก้าวหน้าให้แก่ระบบรางในประเทศไทยขึ้นหลายโครงการ หนึ่งในนั้น คือ “โครงการรถไฟทางคู่”  เพื่อลดเวลาในการสับรางรอหลีกที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการเพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการรถไฟระหว่างเมือง นอกจากนี้ในอนาคตอาจจะมีการขนส่งระหว่างประเทศด้วย “รถไฟความเร็วสูง” ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงก็จะเป็นทางเลือกในการคมนาคมที่น่าสนใจอีกทางหนึ่ง

         ปัญหาหลักของประเทศไทยนอกจากงบประมาณแล้ว หลายคนอาจคิดว่าอาจเป็นปัญหาการเลือกเทคโนโลยีของรถไฟฟ้าอาจจะเป็นปัญหาหลักแต่อันที่จริงแล้ว การเลือกเทคโนโลยีของรถไฟฟ้ามาใช้เป็นเพียงปัจจัยเล็กๆ ปัจจัยหนึ่ง แต่ปัญหาที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ประเทศไทยจะพัฒนาระบบรางของประเทศอย่างไร ความพร้อมของประเทศในการรองรับโครงการใหญ่ๆ มีมากน้อยเพียงใด ซึ่งข้อเหล่านี้เองที่จะเป็นคำถามให้รัฐบาลและผู้เกี่ขวข้องได้หาคำตอบกันต่อไป

icon-view329
ผู้สร้าง : NAPHATSAWAN
วันที่สร้าง : 09.07.2562 เวลา 11:43 น.