ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสำเร็จของงานตามสัญญาจ้างก่อสร้าง กรณีศึกษาสัญญาจ้างก่อสร้างในโครงการขนาดใหญ่

LEGAL PROPBLEMS CONCERNING COMPLETION OF WORKS CLAUSE UNDERCONSTRUCTION CONTRACT: CASE STUDY IN CONSRUCTION CONTRACT IN MAJOR PROJECT

โดยนางสาวศิริลักษณ์ วาทะวัฒนะ

ตำแหน่งนิติกรระดับ 7 แผนกสัญญา 5 กองสัญญา 2 ฝ่ายกฎหมาย

 

บทคัดย่อภาษาไทย

               ในการทำบริการสาธารณะเกี่ยวกับระบบขนส่งมวลชนทางราง ภารกิจประการสำคัญอย่างหนึ่งคือการการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ในปัจจุบันนี้ในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ได้นำสัญญาจ้างก่อสร้างมาตรฐานมาใช้ และสัญญานี้มีเงื่อนไขข้อสัญญาเกี่ยวกับความสำเร็จของงานว่า ผู้รับจ้างมีหน้าที่ทำงานให้สำเร็จในระดับที่เป็นสาระสำคัญ จึงจะถือว่าส่งมอบงานให้แก่ผู้ว่าจ้างได้ เนื่องจากสัญญาข้อนี้มีที่มาจากหลักกฎหมายในระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ แต่ในระบบกฎหมายไทยนั้นไม่มีหลักดังกล่าวนี้ จึงเกิดปัญหาการ    ใช้การตีความสัญญาว่า การพิจารณาผลสำเร็จในสัญญาจ้างก่อสร้างตามสัญญาข้อนี้แตกต่างจากหลักกฎหมายไทยอย่างไรและพิจารณาความหมายของคำว่างานสำเร็จในสาระสำคัญมีหลักเกณฑ์อย่างไร ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นข้อที่น่าสนใจแก่การศึกษา

คำสำคัญ    ชำระหนี้ งานสำเร็จ ความรับผิดในความชำรุดบกพร่องตามสัญญาจ้างทำของ สัญญาจ้างก่อสร้างมาตรฐาน งานสำเร็จในสาระสำคัญ หลักกฎหมายเรื่องชำระหนี้ในสาระสำคัญ

 

บทคัดย่อภาษาอังกฤษ

               The particular mission of a public service relevance to the rail transport system is a construction of its infrastructure. Nowadays there is an adoption of a standard form of construction contract in a major project and the condition relevant to completion of the works is stated that when the works are substantially completed, the contractor be entitled to deliver such works. Such condition is influenced by Common Law but because of the concept of substantial completion is not recognized in Thai Law, so it raise  legal problems that what different between obligation to complete under the standard form and obligation to complete under Thai Law, additionally what substantial completion is. In my opinion these problems are the interesting issue to study.

คำสำคัญ(ภาษาอังกฤษ) performance, a completion of the works, the defect liability in a hire of work contract, a standard form of construction contract, substantial completion, the doctrine of substantial performance.

 

บทนำ

               สัญญาจ้างก่อสร้างเป็นสัญญาที่มีเงื่อนไขมีความซับซ้อน เนื่องจากจะต้องมีความสอดคล้องกับการบริหารการดำเนินงานก่อสร้าง ซึ่งมีรายละเอียดทางเทคนิคและกระบวนการดำเนินงานเป็นลักษณะเฉพาะทางวิชาชีพวิศวกรรม และด้วยเหตุที่มีขั้นตอนการดำเนินงานจำนวนมากอีกทั้ง ในการก่อสร้างจริงจะต้องประสบปัญหาเฉพาะหน้าที่ไม่เป็นไปตามแผนดังกำหนดไว้แต่แรก ดังนั้นสัญญาก่อสร้างจึงกำหนดเงื่อนไขเพื่อเป็นกลไกบริหารความเสี่ยงไว้ เช่น ให้อำนาจผู้ว่าจ้างออกคำสั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลงงาน (variation order/change order) โดยไม่ต้องแก้ไขสัญญา ทั้งนี้เพื่อความยืดหยุ่นสำหรับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ในปัจจุบันมีองค์กรวิชาชีพวิศวกรรม หลายองค์กรร่างสัญญาจ้างก่อสร้างมาตรฐานขึ้นมาเพื่อให้เหมาะสมรัดกุมกับลักษณะของงานก่อสร้าง เช่น FédérationInternationale des Ingénieurs-Conseils (FIDIC), American Institute of Architects (AIA), Associated General Contractor of America (AGC), Engineer Joint Contract Document Committee (EJCDC), Institution of Civil Engineer (ICE), Joint Contract Tribunal (JCT) , Royal Institute of British Architect (RIBA) เป็นต้น และสัญญามาตรฐานเหล่านี้ถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมการก่อสร้างอย่างแพร่หลาย เพราะเป็นสัญญาที่มีการตรวจสอบและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ยุติธรรมต่อทุกฝ่าย ครอบคลุมประเด็นที่สำคัญอย่างครบถ้วนและช่วยให้คู่สัญญามีความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน [1]

               ในประเทศไทยงานก่อสร้างขนาดใหญ่โดยส่วนมาก ผู้ลงทุนดำเนินการคือภาครัฐ ดังนั้นแบบของสัญญาจ้างโดยส่วนมากจึงใช้ สัญญาจ้างแนบท้ายระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535   แต่ด้วยความจำเป็นให้สอดคล้องกับการบริหารงานก่อสร้างขนาดใหญ่ อีกทั้งในบางโครงการใช้แหล่งเงินกู้จากต่างประเทศ ดังนั้นหน่วยงานภาครัฐจึงมักจะกำหนดให้ใช้สัญญาจ้างก่อสร้างมาตรฐานเพื่อความเหมาะสม  และเป็นสากล เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงช่วงบางใหญ่-บางซื่อและโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายช่วงหัวลำโพง-บางแคและช่วงบางซื่อ-ท่าพระ โครงการเหล่านี้ใช้สัญญาจ้างก่อสร้างมาตรฐานของสหพันธ์วิศวกรที่ปรึกษานานาชาติหรือ FédérationInternationale des Ingénieurs-Conseils (FIDIC) version of the 4th edition 1987(reprinted in 1992) องค์กร FIDIC นี้มีลักษณะนานาชาติคือประเทศสมาชิกนั้นมีหลากหลายรวมถึงแต่ละประเทศมีรบบกฎหมายแตกต่างกันด้วย เช่น ระบบกฎหมายซีวิลลอว์ (Civil Law) ระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ (Common Law) ระบบกฎหมายอิสลาม (Islamic Law) เป็นต้น แต่โดยที่สัญญาดังกล่าวพัฒนามาจากสัญญาจ้างก่อสร้างมาตรฐานของ Institution of Civil Engineer (ICE)[2] อันเป็นองค์กรวิชาชีพวิศวกรรมตั้งอยู่ในประเทศอังกฤษ ดังนั้นจึงได้รับอิทธิพลแนวคิดจากระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ ถึงแม้ว่าจะมีสมาชิกบางประเทศอยู่ใช้ระบบกฎหมายซีวิลลอว์ ก็ตามสัญญาของ FIDIC ก็ยังคงสะท้อนแนวคิดตามกฎหมายในระบบกฎหมายคอมมอนลอว์อยู่นั่นเอง และมักมีปัญหาว่าแนวคิดทางกฎหมายบางเรื่องเมื่อนำมาใช้ในระบบกฎหมายระบบประมวลกฎหมายแล้ว มีการใช้การตีความต่างกันหรือบางแนวคิดไม่มีบัญญัติไว้เลย จึงทำให้เกิดปัญหาที่ตามมาคือคู่สัญญาไม่เข้าใจวิธีการใช้และตีความสัญญา[3]ดังที่ผู้เขียนได้นำมาศึกษาและวิเคราะห์

               สัญญาจ้างก่อสร้างมาตรฐานทั่วไปจะกำหนดข้อสัญญาเกี่ยวกับความสำเร็จของงานว่าผู้รับจ้างมีหน้าที่ทำงานให้สำเร็จในระดับที่เรียกว่า สำเร็จในสาระสำคัญหรือสำเร็จในระดับใช้งานได้ (substantial completion or practical completion ) จึงจะถือว่าส่งมอบงานให้แก่ผู้ว่าจ้างได้ และผู้รับจ้างจะแจ้งให้ผู้ว่าจ้าง(โดยวิศวกรที่ปรึกษา) มาตรวจสอบความถูกต้อง เมื่อเห็นว่าถูกต้องแล้วตามสัญญา ก็จะออกใบรับรองการก่อสร้างแล้วเสร็จ (completion certificate หรือ  taking-over certificate) และเริ่มนับระยะเวลาความรับผิดในความชำรุดบกพร่องแต่ทั้งนี้ผู้รับจ้างยังมิได้หลุดพ้นการชำระหนี้ตามสัญญาทั้งหมดเสียทีเดียวยังคงมีหน้าที่ทำงานส่วนที่หลงเหลืออยู่ (outstanding works) ซึ่งเป็นงานที่ยังไม่สำเร็จ แต่ไม่ใช่งานสำคัญ หรืองานชำรุดบกพร่อง ที่เป็นข้อเล็กน้อย ไม่ถึงกับกระทบการใช้ประโยชน์สิ่งก่อสร้าง แต่เนื่องจากสัญญาข้อนี้มีที่มาจากหลักเรื่องการชำระหนี้ในสาระสำคัญ (doctrine of substantial  performance) ในระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ แต่ในระบบกฎหมายไทยไม่มีหลักดังกล่าว จึงเกิดปัญหาว่า คำว่า “งานสำเร็จในสาระสำคัญ” มีความหมายว่าอย่างไร และมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างไร

               สำหรับการศึกษานี้ เพื่อพิจารณาหลักกฎหมายเกี่ยวกับความสำเร็จของงานตามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยว่ามีความเหมาะสมในการปรับใช้แก่สัญญาจ้างก่อสร้างหรือไม่ และเพื่อนำหลักกฎหมายเรื่องความสำเร็จของงานในสาระสำคัญตามหลักกฎหมายในระบบคอมมอนลอว์มาประยุกต์    ใช้กับสัญญาจ้างก่อสร้างในระบบกฎหมายไทย โดยศึกษาในประเด็นว่าผู้รับจ้างจะต้องทำงานในระดับใดจึงถือได้ว่าทำการก่อสร้างสำเร็จในสาระสำคัญแล้ว

               ผู้เขียนทำการศึกษา โดยศึกษาเปรียบเทียบระหว่างกฎหมายเกี่ยวกับสัญญาจ้างก่อสร้างของประเทศไทย (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) กับ กฎหมายเกี่ยวกับสัญญาจ้างก่อสร้างในระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ (ผู้เขียนเลือกประเทศอังกฤษ) พร้อมทั้งศึกษาตัวอย่างการนำสัญญาจ้างก่อสร้างมาตรฐานมาใช้ในประเทศไทย คือสัญญาจ้างก่อสร้างโครงสร้างยกระดับโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงบางซื่อ-ท่าพระสัญญาที่ 3 (MRT BLUE LINE EXTENSION PROJECT Contract 3 Elevated Civil Works Contract)เพื่อนำมาวิเคราะห์หาข้อสรุปแล้วนำมาปรับปรุงหลักกฎหมายในประเทศไทยให้มีความเหมาะสมกับงานในธุรกิจก่อสร้าง          

เนื้อเรื่อง

               สำหรับการอธิบายเนื้อหาจากการศึกษานี้ ผู้เขียนได้แบ่งหัวข้อการอธิบายออกเป็นห้าหัวข้อดังนี้1) กระบวนการดำเนินงานก่อสร้างตามสัญญาจ้างก่อสร้างโดยภาพรวม 2) หลักกฎหมายเกี่ยวกับความสำเร็จของงานตามสัญญาจ้างก่อสร้างในประเทศไทย 3) หลักกฎหมายเกี่ยวกับความสำเร็จของงานตามสัญญาจ้างก่อสร้างในประเทศอังกฤษ 4) การนำข้อสัญญาเกี่ยวกับความสำเร็จของงานในสัญญาจ้างก่อสร้างมาตรฐานมาใช้ในประเทศไทย 5) บทวิเคราะห์ปัญหา โดยจะทำการแบ่งการอธิบายออกเป็นสองภาค คือ

               ภาคแรกแรก เพื่อเป็นการปูพื้นฐานแก่ผู้ที่มิได้ทำงานในธุรกิจก่อสร้าง ผู้เขียนจะอธิบายหัวข้อ 1)กระบวนการดำเนินงานก่อสร้างตามสัญญาจ้างก่อสร้างโดยภาพรวม และจะกล่าวถึงสัญญาจ้างก่อสร้างตามหลักกฎหมายของไทยในหัวข้อ 2)

               ภาคสอง เนื่องจากผู้เขียนศึกษาตัวอย่างการนำสัญญาจ้างก่อสร้างมาตรฐานมาใช้ในประเทศไทย โดยศึกษาจากสัญญาจ้างก่อสร้างโครงสร้างยกระดับโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงบางซื่อ-ท่าพระสัญญาที่ 3 (MRT BLUE LINE EXTENSION PROJECT Contract 3 Elevated Civil Works Contract) ซึ่งร่างจากพื้นฐานสัญญาจ้างของ FIDIC version 1987 reprinted 1992 ดังนั้น ผู้เขียนจึงจะอธิบายหัวข้อที่3) หลักกฎหมายตามสัญญาจ้างก่อสร้างในประเทศอังกฤษ ซึ่งมีอิธิพลต่อการร่างสัญญาฉบับดังกล่าว และอธิบายหัวข้อ 4) การนำข้อสัญญาเกี่ยวกับความสำเร็จของงานในสัญญาจ้างก่อสร้างมาตรฐานมาใช้ในประเทศไทย และอธิบายเชิงเปรียบเทียบระหว่างกฎหมายไทยกับอังกฤษ ในหัวข้อที่5) บทวิเคราะห์ปัญหา

ภาคแรก

1. กระบวนการดำเนินงานก่อสร้างตามสัญญาจ้างก่อสร้างโดยภาพรวม

               ในเบื้องต้นจะต้องทำความเข้าใจถึงกระบวนการดำเนินงานก่อสร้างตามสัญญาจ้างก่อสร้างโดยภาพรวม ว่าโดยปกติแล้วมีลักษณะเช่นไร เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวย่อมเป็นผลต่อการกำหนดสิทธิ หน้าที่ ของคู่สัญญารวมไปถึงขอบเขตงานตามสัญญาดังนี้

               1.1 การสำรวจสถานที่ก่อสร้าง (site)

               ในขั้นตอนนี้เป็นกระบวนการที่เกี่ยวเนื่องมาจากชั้นก่อนเกิดสัญญา (pre-contract)[4]กล่าวคือ ในช่วงเริ่มต้นของทุกโครงการ ในช่วงเจรจาตกลงข้อกำหนดและเงื่อนไขตามสัญญาจ้างก่อสร้างที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เจ้าของโครงการจะต้องทำการจัดเตรียมข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับพื้นที่ก่อสร้าง แต่อย่างไรก็ตามผู้เข้าประกวดราคาหรือผู้ประสงค์เข้าทำสัญญาจะต้องทำการออกสำรวจสถานที่ก่อสร้าง (site) จริง เพื่อประเมินลักษณะทางกายภาพ สภาพแวดล้อมแล้วนำมากำหนดขอบเขตงานและวางแผนการทำงาน อีกทั้งตรวจสอบว่าแบบรูป (drawing) และข้อมูลอื่นๆ ตามที่เจ้าของโครงการให้ข้อมูลมาสอดคล้องถูกต้องหรือไม่กับสภาพความเป็นจริงหลังจากนั้นแล้วทั้งเจ้าของโครงการและผู้เข้าประกวดราคาหรือผู้ประสงค์เข้าทำสัญญาจึงจะนำข้อมูลจากการสำรวจสถานที่ก่อสร้างเหล่านี้มาเจรจาข้อกำหนดและเงื่อนไขตามสัญญาจ้างก่อสร้าง

               1.2 ผู้รับจ้างจะต้องทำตารางดำเนินงานก่อสร้าง (programme) เสนอผู้ว่าจ้าง หลังจากทำสัญญาแล้วผู้รับจ้างมีหน้าที่ทำตารางดำเนินการก่อสร้างเสนอแก่ผู้ว่าจ้างว่าตนมีตารางการทำงานอย่างไรให้สอดคล้องกับกำหนดเวลาทำงานให้สำเร็จตามสัญญา โดยวิศวกรที่ปรึกษาจะตรวจและรับรองว่าตารางดำเนินงานก่อสร้างสอดคล้องกับแผนการก่อสร้างอีกทั้งในระหว่างดำเนินการก่อสร้างคู่สัญญามีสิทธิเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ตลอดเวลาเพื่อให้ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับสถานการณ์หน้างาน

               1.3 ดำเนินงานก่อสร้างตามตารางดำเนินงานก่อสร้างที่เสนอจนสำเร็จโดยทำงานก่อสร้างให้เป็นไปตามชอบเขตงานตามที่ตกลงกันไว้ดังกล่าวมาแล้วในข้อ 1.1 อย่างไรก็ตามขอบเขตงานนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในระหว่างการก่อสร้างเนื่องจากสัญญาจ้างก่อสร้างมีความไม่แน่นอนสูง เช่น วัสดุในประเทศขาดตลาด หรือพบอุปสรรคทางกายภาพในพื้นที่ก่อสร้างซึ่งคาดหมายไม่ได้ ดังนั้น สัญญาก่อสร้างจึงกำหนดเงื่อนไขเพื่อเป็นกลไกบริหารความเสี่ยงไว้ คือข้อสัญญาเกี่ยวกับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงงาน (variation order/change order) โดยไม่ต้องแก้ไขสัญญา ทั้งนี้ เพื่อความยืดหยุ่นสำหรับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ดังนั้น การพิจารณาว่าผู้รับจ้างทำงานสำเร็จตามขอบเขตงานหรือไม่ จะต้องพิจารณางานส่วนที่เปลี่ยนแปลงด้วย

               1.4 การออกใบรับรองเพื่อความสำเร็จของงาน (certificate for completion)เมื่อผู้รับจ้างดำเนินงานก่อสร้างตามสัญญาสำเร็จ วิศวกรที่ปรึกษาจะออกใบรับรองเพื่อความสำเร็จของงาน (certificate for completion) อันเป็นผลให้ผู้รับจ้างมีสิทธิส่งมอบงานอันเป็นการถือว่าการชำระหนี้ตามสัญญาจ้างก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ ตามสัญญาจ้างก่อสร้างในกฎหมายของประเทศไทย ผู้รับจ้างมีหน้าที่ดำเนินการก่อสร้างจนงานสำเร็จครบถ้วนทุกประการแล้วจึงจะส่งมอบงานนั้นแก่ผู้ว่าจ้าง แต่อย่างไรก็ตาม มีโครงการก่อสร้างจำนวนหนึ่งในประเทศไทยที่นำสัญญาจ้างก่อสร้างมาตรฐานของต่างประเทศมาใช้ และกำหนดการแล้วเสร็จของงานออกเป็น 2 ระยะ คือระยะแรกเมื่องานสำเร็จในระดับใช้งานได้หรือสำเร็จในสาระสำคัญ (practical or substantial completion) วิศวกรที่ปรึกษาก็จะออกใบรับรองการก่อสร้างแล้วเสร็จในสาระสำคัญ (practical completion certificate หรือ taking-over certificate หรือ certificate of substantial completion) และระยะที่สองเมื่องานทั้งหมดเสร็จสมบูรณ์ตามสัญญา (Final completion)   วิศวกรที่ปรึกษาจะออกหนังสือรับรองความสำเร็จของงานทั้งหมด ( certificate of Final completion)[5]

 

2. หลักกฎหมายเกี่ยวกับความสำเร็จของงานตามสัญญาจ้างก่อสร้างในประเทศไทย

               เนื่องจากเอกสารนี้เผยแพร่แก่บุคคลทั่วไป ดังนั้นเพื่อให้บุคลากรในสาขาวิชาชีพอื่นสะดวกแก่การทำความเข้าใจ ผู้เขียนจึงขออิบายหลักกฎหมายเกี่ยวกับสัญญาเบื้องต้น ดังนี้ เมื่อสัญญาเกิดขึ้นแล้วย่อมมีผลผูกพันทางกฎหมายหรือก่อนิติสัมพันธ์ระหว่างคู่สัญญาให้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติการชำระหนี้[6]แก่กันต่อไป ตามเงื่อนไขที่คู่สัญญาได้แสดงเจตนาตกลงกันไว้ ผลผูกพันให้ปฏิบัติการชำระหนี้อันเกิดจากสัญญานี้เป็นหนี้ที่เกิดจากการแสดงเจตนาของบุคคลซึ่งมีเสรีภาพในการทำสัญญา ( freedom of contract) คือบุคคลสามารถจะกำหนดเงื่อนไขในสัญญาอย่างไรก็ได้เพื่อจัดการทรัพย์สินและผลประโยชน์ของตน กำหนดวัตถุประสงค์ของสัญญาและกำหนดผลของสัญญาอย่างไรก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามหลักนี้ต้องอยู่ภายใต้หลักกฎหมายที่ว่า           สิ่งที่คู่สัญญาตกลงกันนั้น จะต้องไม่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน[7]

               สำหรับหน้าที่ของบุคคลที่เกิดจากสัญญานี้จะต้องพิจารณากฎหมายที่บังคับใช้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์[8]บรรพ 2 หนี้ ลักษณะ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป ลักษณะ 2 สัญญา และหากเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์เป็นเอกเทศจะต้องพิจารณาบทบัญญัติกฎหมาย เรื่องเอกเทศสัญญาตามบรรพ 3 ประกอบไปด้วยกัน โดยหลักในการใช้กฎหมายเกี่ยวกับสัญญาคือ พิจารณาส่วนที่เป็นเนื้อหาของสัญญาก่อน หากสัญญามิได้กำหนดเรื่องใดไว้ก็จะต้องมาพิจารณาเอกเทศสัญญา หากเอกเทศสัญญาไม่กำหนดเรื่องใดไว้ก็มาพิจารณาจากหลักทั่วไปเรื่องหนี้และสัญญา ตามลำดับ

               สำหรับสัญญาจ้างก่อสร้างนั้นอยู่ภายใต้บังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 เอกเทศสัญญา ลักษณะ 7 จ้างทำของ มิได้มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะสำหรับสัญญาจ้างก่อสร้าง โดยหลักสัญญาจ้างทำของนั้น โดยวัตถุประสงค์อันเป็นสาระสำคัญของสัญญา คือผู้รับจ้างตกลงรับทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่ผู้ว่าจ้างและผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการงานที่ทำนั้น ดังปรากฎในมาตรา 587[9] แต่ตามสัญญาจ้างทำของกำหนดหน้าที่ของผู้รับจ้างเพียงกว้างๆ ว่า “ผู้รับจ้างตกลงรับทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จ”   โดยไม่ได้กำหนดรายละเอียดประการอื่น อีกทั้งสัญญาจ้างทำของใช้บังคับกับสัญญาหลากหลายประเภท ทั้งสัญญาที่กำหนดให้ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งจนสำเร็จโดยมิได้สร้างวัตถุสิ่งใดขึ้นมา เช่น สัญญาให้บริการ หรือสัญญาที่มีลักษณะให้ทำงานโดยสร้างวัตถุสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมาจนสำเร็จอย่างเช่น สัญญาจ้างก่อสร้างนี้เป็นต้น ดังนั้นในการปรับใช้สัญญาจ้างทำของแก่สัญญาจ้างก่อสร้างจึงต้องพิจารณาเนื้อหาของสัญญาเป็นสำคัญ ด้วยเหตุนี้เองในกรณีที่สัญญากำหนดหน้าที่ในการทำงานจนสำเร็จไม่ชัดเจน จึงอาจจะทำให้เกิดปัญหาในการตีความได้ว่าอย่างไรจึงจะเรียกได้ว่าผู้รับจ้างทำงานก่อสร้างสำเร็จและสามารถส่งมอบงานได้ ซึ่งจะเป็นผลสำคัญต่อสิทธิได้รับค่าจ้างตอบแทน และเป็นผลทางกฎหมายเกี่ยวข้องประการอื่นๆ อีก เช่น ความเสี่ยงภัยโอนมายังผู้ว่าจ้าง เริ่มนับระยะเวลาความรับผิดในความชำรุดบกพร่องหลังส่งมอบงานเป็นต้น

               หน้าที่ของผู้รับจ้างในการทำงานตามสัญญาจ้างก่อสร้าง(ภายใต้บังคับสัญญาจ้างทำของ)         ให้สำเร็จตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สามารถแบ่งหน้าที่ประการสำคัญได้เป็นสองประการคือ      1)  มีหน้าที่ทำงานตามที่กำหนดไว้ในสัญญาให้สำเร็จตามมาตรา 587 และ 2) มีหน้าที่รับผิดต่อความชำรุดบกพร่องที่เกิดแก่งานนั้น โดยรับผิดทั้งก่อนส่งมอบงานตามมาตรา 594 และ 598 นอกจากนี้กฎหมายยังกำหนดให้ผู้รับจ้างรับผิดชอบต่อความชำรุดบกพร่องไปอีกชั่วระยะเวลาหนึ่งหลังส่งมอบงานแล้ว สำหรับกรณีสิ่งปลูกสร้างกับพื้นดินผู้รับจ้างต้องรับผิดชอบ 5 ปี นับแต่ส่งมอบงานสำหรับความรับผิดในความชำรุดบกพร่องตามข้อ 2) นี้ผู้เขียนจะกล่าวถึงเฉพาะแต่ส่วนความรับผิดในความชำรุดบกพร่องก่อนส่งมอบงาน

               1) ผู้รับจ้างมีหน้าที่ดำเนินการก่อสร้างงานจนสำเร็จ หมายความว่า ดำเนินการก่อสร้างงานจนสำเร็จ เป็นสิ่งก่อสร้างถูกต้องตามที่กำหนดไว้ในแบบ รายละเอียดประกอบแบบ ครบตามจำนวน ประเภทของสิ่งก่อสร้าง ใช้วัสดุถูกต้องตามชนิดที่กำหนดไว้ในสัญญาหากไม่กำหนดผู้รับจ้างย่อมมีหน้าที่จัดหาวัสดุชนิดที่ดีตามมาตรา589 นอกจากนี้ ในกรณีที่สัญญากำหนดมาตรฐานการก่อสร้างไว้อย่างไรก็ต้องเป็นไปตามนั้น อย่างไรก็ตาม ดังที่ผู้เขียนได้กล่าวแล้วว่าในประเทศไทย ไม่ได้กำหนดสัญญาจ้างก่อสร้างไว้โดยเฉพาะ ดังนั้นในกรณีที่สัญญากำหนดไม่ชัดเจน หรือไม่กำหนดหน้าที่ซึ่งจำเป็นต้องทำเพื่อให้งานสำเร็จไว้ ก็อาจเกิดปัญหาได้ว่าแล้วขอบเขตงานของผู้รับจ้างนั้นมีอยู่อย่างไร

                         ผลของการที่ผู้รับจ้างทำงานตามสัญญาไม่สำเร็จ คือ 1. ผู้ว่าจ้างมีสิทธิไม่ชำระค่าจ้างเป็นการตอบแทน แก่ผลงานที่ผู้รับจ้างทำขึ้นมาอย่างไม่ถูกต้องนั้นตามมาตรา 369 ประกอบมาตรา 602 ยกเว้นแต่สัญญากำหนดให้จ่ายค่าจ้างแม้งานยังไม่สำเร็จ 2.ผู้ว่าจ้างมีสิทธิบังคับชำระหนี้ให้ถูกต้องตรงกับที่ผู้รับจ้างตกลงไว้ในสัญญาตามมาตรา 213 ประกอบกับมาตรา 594 และเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายเนื่องจากผู้รับจ้างไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์แห่งมูลหนี้ ตามมาตรา 215 เนื่องจากสัญญาจ้างก่อสร้างเป็นหนี้กระทำการ ดังนั้น ผู้ว่าจ้างจึงมีสิทธิขอให้ผู้รับจ้างให้ทำการก่อสร้างให้ครบถ้วนตามสัญญา หรือกรณีก่อสร้างผิดสัญญา เช่น ก่อสร้างผิดแบบ หรือใช้วัสดุผิดประเภท ก็มีสิทธิขอให้ผู้รับจ้างแก้ไขรื้อถอนแล้วสร้างใหม่ให้ถูกต้อง หากไม่ทำผู้ว่าจ้างมีสิทธิให้บุคคลภายนอกทำแทนโดยผู้รับจ้างเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย 3. ผู้ว่าจ้างอาจใช้สิทธิเลิกสัญญาตามมาตรา 387 เนื่องจากผู้รับจ้างปฏิบัติตามสัญญาไม่ถูกต้อง และเรียกค่าเสียหายเนื่องจากเลิกสัญญา 4. อายุความในการใช้สิทธิเรียกร้องอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 193/30 มีกำหนด 10 ปี

               2) ผู้รับจ้างมีหน้าที่รับผิดต่อความชำรุดบกพร่องก่อนส่งมอบงาน นอกจากผู้รับจ้างจะมีหน้าที่ทำงานตามขอบเขตงานที่จ้างจนสำเร็จ ครบถ้วนตามจำนวน ตามประเภทสิ่งก่อสร้างที่กำหนดในสัญญาตามมาตรา 587 แล้วยังมีหน้าที่เกี่ยวเนื่องจากหน้าที่ดังกล่าวนี้คือ ผู้รับจ้างหน้าที่รับผิดต่อความชำรุดบกพร่องก่อนส่งมอบงานนั้นอีกด้วย หากงานที่ทำมีความชำรุดบกพร่องดังนั้นตามกฎหมายไทยคำว่างานชำรุดบกพร่องจึงแยกต่างหากจากคำว่างานสำเร็จ

                   ความชำรุดบกพร่องโดยความหมายที่ใช้กันในปัจจุบัน หมายถึง ความเสื่อมเสียหรือความเสียหายอันเกิดแก่ตัววัตถุหรือแก่งานก่อสร้างนั้นเอง[10] เป็นเหตุให้เสื่อมราคา หรือเสื่อมความเหมาะสมแก่การใช้ประโยชน์อันจะมุ่งเป็นปกติ หรือประโยชน์ที่จะมุ่งหมายโดยสัญญา เช่น ตึกเกิดรอยแตกร้าว วัสดุที่นำมาใช้แตกหักเสียหาย เป็นต้น หรือ หมายถึง สภาพของสิ่งก่อสร้างนั้นเสื่อมเสียจากสภาพตามปกติ เช่น ระบบไฟฟ้าที่ติดตั้งไม่สามารถใช้ได้ตามความหมายนี้หากตัวสิ่งก่อสร้างไม่มีความเสื่อมหรือชำรุดแล้ว เมื่อผู้รับจ้างดำเนินการครบถ้วนตามสัญญาผู้รับจ้างย่อมไม่ต้องรับผิดใดๆ หากสิ่งก่อสร้างนั้นไม่มีความเสื่อมเสียเกิดแก่ตัววัตถุ แต่สิ่งก่อสร้างมีความไม่เหมาะสมแก่การใช้ประโยชน์ใช้สอย ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ซึ่งตามปกติแล้วสิ่งก่อสร้างนั้นควรจะใช้ได้ หรือตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในสัญญา ในกรณีนี้ผู้รับจ้างต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องหรือไม่ เช่น ก่อสร้างอาคารสำนักงาน และติดตั้งลิฟท์ แล้วปรากกฏว่าลิฟท์ขนส่งได้ช้ามากจนทำให้ผู้ใช้สำนักงานต้องรอเป็นจำนวนมาก หรือติดตั้งเครื่องปรับอากาศ แต่ไม่สามารถผลิตความเย็นได้เพียงพอที่จะทำให้ผู้อยู่อาศัยสามารถอยู่ได้อย่างสะดวก[11]  เมื่อพิจารณาจากความหมายของคำว่าชำรุดบกพร่องที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ จะเห็นว่ากรณีนี้ไม่อยู่ในความหมายของคำว่างานชำรุดบกพร่อง

               หลักความรับผิดในความชำรุดบกพร่องตามสัญญาจ้างทำของนี้ กฎหมายกำหนดว่าในกรณีที่ผู้รับจ้างเป็นผู้จัดหาวัสดุให้นำสัญญาซื้อขายมาใช้บังคับโดยอนุโลม ดังนั้นกรณีที่ผู้รับจ้างจะต้องรับผิด จะต้องเป็นกรณีที่ความชำรุดบกพร่องจนถึงขนาดที่กฎหมายกำหนดด้วย กล่าวคือความชำรุดบกพร่องนั้นถึงขนาดเป็นเหตุให้เสื่อมราคา หรือเสื่อมความเหมาะสมแก่การใช้งานตามปกติของสิ่งก่อสร้างนั้นหรือประโยชน์ตามที่มุ่งหมายโดยสัญญา ทั้งนี้เป็นไปตามมาตรา 472 ประกอบกับมาตรา 595

               ผลของการที่ผู้รับจ้างทำงานชำรุดบกพร่อง เนื่องจากตามกฎหมายมิได้กำหนดไว้ว่าผู้รับจ้างจะต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องอย่างไร แต่เนื่องจากการรับประกันความชำรุดบกพร่องก่อนส่งมอบงานเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งของผู้รับจ้าง ดังนั้นเมื่อผู้รับจ้างทำงานสำเร็จแต่งานมีความชำรุดบกพร่องจนถึงขนาดที่กฎหมายกำหนด จึงเป็นกรณีที่ผู้รับจ้างชำระหนี้ (ปฏิบัติตามสัญญา) ไม่ถูกต้อง และนำบทบัญญัติทั่วไปเกี่ยวกับหนี้และสัญญามาใช้บังคับ กล่าวคือ 1. แม้ผู้รับจ้างจะทำงานสำเร็จและส่งมอบงานนั้นแก่ผู้ว่าจ้างทำให้มีสิทธิได้รับสินจ้างเป็นการตอบแทนตามมาตรา 602 แล้วก็ตาม หากงานนั้นมีความชำรุดบกพร่องผู้ว่าจ้างย่อมมีสิทธิยึดหน่วงสินจ้างไว้ตามมาตรา 599 ยกเว้นแต่ผู้รับจ้างจะหาประกันให้ตามสมควร 2.ผู้ว่าจ้างจึงมีสิทธิขอให้ผู้รับจ้างให้ทำการแก้ไขงานก่อสร้างที่มีความชำรุดบกพร่อง โดยให้ผู้รับจ้างแก้ไขหรือทำการรื้อถอนแล้วสร้างใหม่ให้ถูกต้อง หากไม่ทำผู้ว่าจ้างมีสิทธิให้บุคคลภายนอกทำแทนโดยผู้รับจ้างเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และเรียกเอาค่าเสียหาย 3. ผู้ว่าจ้างอาจใช้สิทธิเลิกสัญญาตามมาตรา 387 ในกรณีนี้ถือว่าผู้รับจ้างไม่ชำระหนี้ ผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกกล่าวให้ผู้รับจ้างดำเนินแก้ไขความชำรุดบกพร่องภายในกำหนดเวลา หากผู้รับจ้างไม่ทำการก่อสร้างให้ถูกต้องภายในกำหนดเวลา ผู้ว่าจ้างย่อมมีสิทธิเลิกสัญญา แต่แม้จะเลิกสัญญาผู้ว่าจ้างยังมีสิทธิเรียกค่าเสียหาย 5.อายุความในการใช้สิทธิเรียกร้องอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 601 มีกำหนด 1 ปี

               สรุป สัญญาจ้างก่อสร้างภายใต้บังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้รับจ้างมีหน้าที่ทำงานตามสัญญาจ้างจนมีสิทธิส่งมอบงาน แลมีสิทธิได้รับชำระค่าจ้างตอบแทน ดังนี้

               1. ทำงานตามสัญญาจนสำเร็จตามมาตรา 587 คือถูกต้องตามรายละเอียดที่กำหนดในสัญญา ครบถ้วนทุกประการ ผู้รับจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างเมื่อผู้ว่าจ้างรับมอบงานที่ทำตามมาตรา 602[12] ยกเว้นแต่จะตกลงกันเป็นอย่างอื่น เช่น สัญญากำหนดแบ่งจ่ายเงินกันเป็นงวดๆ ก่อนส่งมอบงานเป็นต้น

                 2. ทำงานสำเร็จโดยปราศจากความชำรุดบกพร่อง จนถึงขนาดที่กฎหมายกำหนด กล่าวคือ งานจะต้องไม่บกพร่องจนถึงขนาดทำให้เสื่อมราคา หรือเสื่อมประโยชน์ใช้สอยตามปกติ หรือเสื่อมประโยชน์ใช้สอยตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดในสัญญา หากงานมีความชำรุดบกพร่องดังกล่าวมานี้ ผู้ว่าจ้างย่อมมีสิทธิยึดหน่วงสินจ้างไว้ เพื่อให้ผุ้รับจ้างแก้ไขความชำรุดบกพร่องนั้น ทั้งนี้มีข้อยกเว้นในกรณีที่ผู้รับจ้างหาประกันให้ตามสมควร[13]

               ดังนั้นในกรณีที่ผู้รับจ้างทำงานไม่สำเร็จแม้เป็นข้อเล็กน้อยก็ไม่มีสิทธิส่งมอบงานส่วนกรณีผู้รับจ้างทำงานชำรุดบกพร่องนั้น ผู้รับจ้างไม่มีสิทธิส่งมอบงานเฉพาะกรณีที่ความชำรุดบกพร่องที่ถึงขนาดเท่านั้น

               สำหรับภาคสองที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ ผู้เขียนจะได้นำเสนอหลักกฎหมายตามกฎหมายของอังกฤษ(อังกฤษใช้กฎหมายระบบคอมมอนลอว์) และตัวอย่างการใช้ข้อสัญญาเกี่ยวกับความสำเร็จของงานตามสัญญาจ้างก่อสร้างมาตรฐาน หากผู้อ่านที่สนใจในประเด็นดังกล่าวนี้ การนำโปรดติดตามอ่านถึงหลักกฎหมายซึ่งเป็นที่มาของข้อสัญญาดังกล่าวในภาคสองต่อไป

 



                   [1]กองกูณฑ์ โตชัยวัฒน์, “การศึกษาการประยุกต์ใช้สัญญา FIDIC ในอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย”, (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิตภาควิชาวิศวกรรมโยธาคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2544), น.1-2

                   [2]JohnUff, Construction law : Law and practice relating to the construction industry, 8thed., (London: Sweet&Maxwell,2002), p.311.

                   [3]Axel-Volkmar Jaeger and Götz-Sebastian Hök, FIDIC-A guide for     

Practitioners, (Heidlberg: Springer, 2010), p.99-100

                  [4]เนื่องจากขั้นตอนนี้เป็นขั้นดำเนินการคัดเลือกคู่สัญญาและเจรจาเงื่อนไขของสัญญา

ดังนั้นจึงยังไม่มีสัญญาเกิดขึ้น หากแต่เป็นขั้นตอนการประกวดราคาหรือเจรจาตกลงเงื่อนไขข้อสัญญาผู้เขียนจึงอ้างถึงผู้ว่าจ้างว่าเป็น “เจ้าของโครงการ” และอ้างถึงผู้รับจ้างเป็น ผู้เข้าประกวดราคา(กรณีจัดให้มีการประกวดราคา) หรือผู้ประสงค์เข้าทำสัญญา (กรณีเจรจาตกลงโดยไม่ประกวดราคา) 

                      [5]ชำนาญ พิเชษฐพันธ์, ณรงค์ ทัศนิพันธ์และวีรศักดิ์ สมหา, แบบมาตรฐานสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง, (นครราชสีมา : ดีพร้อมการพิมพ์ 2556), น.117

                        [6] คำว่า “หนี้” ในที่นี้หมายถึง “หน้าที่” (obligation) ซึ่งในทางกฎหมายสามารถแบ่งได้สามประการ คือ หนี้กระทำการ หนี้งดเว้นกระทำการ และหนี้โอนทรัพย์สิน

 [7] มาตรา 150 บัญญัติว่า “การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดย    

กฎหมาย เป็นการพ้นวิสัยหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของ   ประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ

มาตรา 151 บัญญัติว่า “การใดเป็นการแตกต่างกับบทบัญญัติของกฎหมาย ถ้ามิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นไม่เป็นโมฆะ”

                        [8] ในบทความนี้ หากที่ใดอ้างเฉพาะมาตรา ให้ถือว่า เป็นมาตราในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

                        [9]มาตรา 587 อันว่าจ้างทำของนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับจ้าง ตกลงจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น

                        [10]จิตติ เจริญฉ่ำ, “การรับผิดในความชำรุดบกพร่องตามสัญญาจ้าง” ,วารสารอัยการ

ปีที่ 14 เล่มที่ 159, (พฤษภาคม 2537), น. 105

                         [11]Eric Franco Regjo, “Minor defects in construction project : a comparative approach”, Construction Law Journal ( 2009), p 346.

                   [12] มาตรา 602  อันสินจ้างนั้นพึงใช้ให้เมื่อรับมอบการที่ทำ

                      ถ้าการที่ทำนั้นมีกำหนดว่าจะส่งรับกันเป็นส่วน ๆ และได้ระบุจำนวนสินจ้างไว้เป็นส่วน ๆ ไซร้ ท่านว่าพึงใช้สินจ้างเพื่อการแต่ละส่วนในเวลารับเอาส่วนนั้น

                        [13] มาตรา 599  ในกรณีที่ส่งมอบเนิ่นช้าไปก็ดี หรือส่งมอบการที่ทำชำรุดบกพร่องก็ดี ท่านว่าผู้ว่าจ้างชอบที่จะยึดหน่วงสินจ้างไว้ได้ เว้นแต่ผู้รับจ้างจะให้ประกันตามสมควร

 

 

 

 

 

 

 

 

icon-view343
Creator : Admin1
Create date : 09.07.2019 at 11:43